[Fiction] ไดอารี่ของยามะจัง & ยูโตะ 2014 ตอนที่ 9
- 2014/12/05 Fri|
- [Fiction]ไดอารี่ของยามะจัง&ยูโตะ 2014
- |CM:2
- |EDIT
ผู้แต่ง : วีนัส
คู่ : นากาจิม่า ยูโตะ
ยามาดะ เรียวสุเกะสารบัญฟิคชั่น : venushsjfiction.blog.fc2.com/
-9-
“ไม่ใช่ว่าแกชอบยูโตะแบบนั้นไปแล้วหรอกนะ?”ไดจังถามขึ้นมา
“ไม่ใช่”ผมตอบเสียงแข็งและชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้างั้นก็โอเค”ไดจังตอบและเลิกถามผมต่อเป็นการยุติเรื่องราวที่กำลังพูดกันนี้ แต่ไม่ใช่เพราะไดจังอยากจบบทสนทนาแน่ๆ จู่ๆผมก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องของยูโตะขึ้นมาและก็ไม่อยากให้ไดจังถามเรื่องของยูโตะด้วย ไดจังคงจะดูออกว่าผมรู้สึกแบบนั้น เค้าเข้าใจผมอยู่เสมอ เค้าถึงไม่ได้ถามอะไรอีก เราออกมาจากร้านเค้กและเดินเล่นแถวนั้นสักพัก และก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านผมก็ตัดสินใจพูดเรื่องยูโตะอีกครั้งเพื่อให้ไดจังรู้สึกสบายใจ
“เดี๋ยวเอาไว้ชั้นจะลองคุยกับยูโตะอีกทีแล้วกันนะ”ผมพูด ไดจังมีสีหน้าที่ดูโล่งอกขึ้นมาทันทีที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
“อื้อ คุยแล้วว่ายังไงมาเล่าให้ฟังอีกทีแล้วกันนะ”ไดจังยิ้ม ผมพยักหน้าและโบกมือลาเพื่อขึ้นรถไฟกลับบ้าน
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านผมก็เริ่มท่องบทละครอีกครั้ง พรุ่งนี้ผมจะต้องไปเจอกับไดจังในที่นัดหมายเพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำละครด้วยกัน
ผมเช็คดูแผนที่อีกครั้งและพึ่งรู้ว่าสถานที่ถ่ายทำอยู่ใกล้กันกับกองถ่ายที่ยูโตะจะมาถ่ายทำพอดี
ผมลุกขึ้นยืน และกดดูแผนที่อีกรอบ
“จริงดิ!”ผมยิ้มออกมาและกระโดดขึ้นลงด้วยความดีใจ พรุ่งนี้ผมจะได้เห็นยูโตะทำงาน!
ผมเดินอย่างมีความสุขไปที่ตู้เย็นและหยิบมาร์คพอกหน้าออกมา ผมนั่งลงที่โซฟาและกดเปิดโทรทัศน์เพื่อฟังคลอเพลินๆระหว่างที่พอกหน้าทั่วทั้งหน้า
หลังจากที่ผมพอกหน้า อาบน้ำ และบำรุงผิวเสร็จ ผมก็ท่องบทให้ทุกคำพูดฝังอยู่ในหัวของผมอีกครั้ง เขียนเช็คตรงจุดที่ต้องเน้นเป็นพิเศษในบทละคร จากนั้นก็เข้านอนก่อนห้าทุ่ม
วันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาก่อนที่นาฬิกาจะปลุก15นาที ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว ผมไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลานัด 20 นาที ไดจังมาถึงหลังจากผมไม่นานนัก เราขึ้นรถตู้ของกองถ่ายเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ถ่ายทำด้วยกัน ตลอดทางไดจังเอาแต่นอนเพราะเมื่อคืนมัวแต่เล่นคอมฯจนดึกก็เลยพักผ่อนไม่พอ
เมื่อถึงกองถ่าย ผมก็เอ่ยทักทายทุกคนในกองถ่าย และเดินเข้าห้องแต่งตัวเพื่อที่จะเปลี่ยนชุด แต่งหน้าและทำผม ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมเดินออกมาที่เต้นท์ที่เตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นของกองถ่ายและชะเง้อมองหาทีมงานกองถ่ายของยูโตะ เห็นสต๊าฟบอกว่าทีมงานของยูโตะพึ่งมาถึง ผมพยายามมองหาผู้ชายตัวสูง หัวทองๆ ยืนไม่อยู่สุข
ผมมัวแต่คิดเรื่องยูโตะจนเพลิน เลยไม่ทันได้สังเกตว่ายูโตะกำลังวิ่งมาหาผม
“ยามะจังงงง!!”ยูโตะเรียกชื่อผมเสียงดังลั่นจากนั้นก็กระโจนเข้ามากอดผม
“เฮ้ยๆ”ผมเซถลาไปด้านหลังหลายก้าว โชคดีที่ไม่ได้กลิ้งลงไปกับพื้น รอบตัวผมและยูโตะไม่ค่อยมีสต๊าฟหรือทีมงานกองถ่ายเดินกันขวักไขว่เท่าไหร่เพราะวันนี้ผมถ่ายฉากที่เซตขึ้นมาด้านในไม่ได้ถ่ายด้านนอก
“ยามะจัง! ยามะจัง!!”ยูโตะดูกระตือรือร้นสุดขีด เค้ากระโดดขึ้นลงและโบกมือให้ไดจังที่พึ่งเดินถือบทออกมาจากห้องแต่งตัว
“ไดจัง! ยะฮู้!”ยูโตะจับไหล่ผมแล้วกระโดดขึ้นลง
ยูโตะสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเข้มและรองเท้าแตะ เป็นชุดลำลองสบายๆเหมือนอยู่บ้านมากกว่าถ่ายละคร
“ชั้นใส่ชุดพวกนี้จนเบื่อแล้วอ่ะ ใส่แปบเดียวเดี๋ยวก็ต้องแก้ผ้าแล้ว ความจริงทีมงานให้แก้ผ้าเลยนะ”พูดจบยูโตะก็ทำท่าจะถอดกางเกงออกต่อหน้าผมและสต๊าฟในกองถ่ายผม
“เฮ้ยๆ มาถอดอะไรตรงนี้เล่า ก็ไปถอดที่กองถ่ายนายสิ”ผมรีบรั้งมือของยูโตะที่กำลังจะปลดเชือกผูกกางเกงเอาไว้
“สระน้ำที่จะซ้อมถ่ายอยู่ตรงข้างหลังกองถ่ายยามะจังพอดีเลย วันนี้ดีใจมากเลยได้เจอยามะจังกับไดจังด้วย!”ยูโตะดูตื่นเต้นจนไม่สามารถที่จะยืนนิ่งอยู่กับที่ได้ เสียงรองเท้าแตะดังเตาะแตะไปรอบๆตัวผม ยูโตะเสยผมสีทองโคนดำสไตล์แยงกี้ขึ้นไป เปิดให้เห็นหน้าทั้งหมดอย่างชัดเจน ซึ่งคนโครงหน้าแบบผมคงไม่เหมาะที่จะทำทรงผมแบบนี้แน่ๆ
“พึ่งเจอกันเมื่อวานไม่ใช่รึไง”ผมตอกกลับ ยูโตะยิ้มเผล่
“นากาจิม่าคุง ทางนี้หน่อยครับ”เสียงสต๊าฟดังขึ้นจากอีกฟาก
“ครับ!”ยูโตะตอบด้วยน้ำเสียงแข็งขันก่อนจะวิ่งตื๋อไปหาสต๊าฟที่ยืนอยู่อีกฟาก มาเร็วไปเร็วจนผมลืมเรื่องที่จะพูดกับยูโตะไปเสียสนิทเลย
ผมเริ่มถ่ายละครหลังจากที่เจอยูโตะไม่นานนัก ผมพักทานข้าวเที่ยงในสตูดิโอกับไดจังเสร็จก็รีบถ่ายละครกันต่อ กว่าจะถ่ายทำเสร็จท้องฟ้าก็มืดแล้ว ตามตารางงานที่ผมดูมา ยูโตะน่าจะเลิกหลังผมสักพักนึง ยังมีเวลาเหลือเฟือระหว่างที่รอสต๊าฟและนักแสดงคนอื่นเตรียมตัวเดินทางกลับในรถตู้ของกองถ่าย
“เดี๋ยวชั้นมานะ”ผมบอกไดจังที่กำลังคุยกับนักแสดงคนนึงอยู่ ไดจังพยักหน้ารับรู้และหันไปคุยต่อ
ผมเดินออกมาจากสตูดิโอและเดินอ้อมเพื่อที่จะไปดูยูโตะซ้อมในสระว่ายน้ำ
“ฮ่าๆๆ”ผมได้ยินเสียงหัวเราะของยูโตะดังมาแต่ไกล ผมเดินพ้นต้นไม้ต้นใหญ่มองทะลุรั้วเหล็กไปก็กำลังเห็นยูโตะกำลังยืนเล่นอยู่กับนักแสดงคนอื่น ใส่แค่กางเกงว่ายน้ำแล้วก็มีผ้าขนหนูผืนหนาคลุมตัวเอาไว้อยู่
ยูยะไม่ได้อยู่ในซีนวันนี้ด้วย เห็นยูยะบอกว่าถึงจะได้แสดงด้วยกันแต่ก็มักจะเป็นฉากที่แข่งกันในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่ยืมมาสถานที่มาจากโรงเรียนที่หนึ่ง ฉากที่ยูโตะแสดงนี้เป็นฉากสระว่ายน้ำของโรงเรียนซึ่งไม่ใหญ่มากนัก
ตรงจุดที่ผมยืนมีแสงสว่างจากไฟที่ใช้ในกองถ่ายส่องมาถึงเพียงเล็กน้อย เสียงจิ้งหรีดดังระงมอยู่รอบตัว ผมค่อยๆเดินไปใกล้ๆรั้วเหล็กและยืนมองยูโตะที่กำลังวิ่งไปรอบๆพลางหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“ยามะจัง!”ยูโตะเรียกผมเสียงดัง
“มาหาชั้นหรอ!? เดี๋ยวรอแปบนึงนะ”ยูโตะพูดเสร็จก็วิ่งหายเข้าไปในกองถ่าย ผมเดินออกมารอตรงแถวข้างต้นไม้ที่มีพุ่มดอกไม้เตี้ยๆ
ผมรู้สึกดีใจที่ได้เจอยูโตะเวลาที่ไม่ได้ทำงานด้วยกันในฐานะเมมเบอร์ในวง ผมเดินมาหาเค้าถึงที่กองถ่ายเพื่อที่จะนัดวันที่ผมจะคุยเรื่องที่เกิดขึ้น ผมอยากให้เป็นวันพรุ่งนี้หลังจากที่ถ่ายแบบนิตยสารประจำเดือนกัน มันเป็นเรื่องที่สามารถส่งเมล์บอก หรือโทรบอกได้ แต่ผมรู้สึกว่าผมควรจะมาบอกยูโตะตรงๆด้วยตัวเองมากกว่า
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาจากอีกฟาก ยูโตะวิ่งมาหาผมสีหน้าดูดีใจและร่าเริงสุดขีด
“ยามะจังมาหาชั้นหรอ? มีอะไรรึเปล่า?”ยูโตะหอบเล็กน้อย
“วันพรุ่งนี้ตอนเย็นว่างมั้ย?”ผมถาม
“อื้อ ไม่ได้ติดธุระอะไรนะ”ยูโตะพูด
“พอดีมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อยน่ะ”ผมบอก ยูโตะขมวดคิ้วดูมีท่าทีที่สงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
“เรื่องอะไรหรอ?... อืม... งั้นเอาไว้คุยพรุ่งนี้แล้วกันเนอะ ไดจังออกมาตามแล้วน่ะ”ยูโตะมองไปทางด้านหลังของผม ไดจังเดินออกมาจากกองถ่ายและกวักมือเรียกให้ผมกลับไป
“อื้อ ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะ”ผมกล่าวอำลา ยูโตะโบกมือเล็กน้อย
ผมวิ่งกลับมาที่รถตู้ หลังจากที่รถตู้ของทีมงานแวะส่งตามจุดรับส่ง ผมกับไดจังก็แวะไปทานราเมงกันนิดหน่อยก่อนที่จะกลับบ้าน ผมเล่าให้ไดจังฟังว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นจะคุยเรื่องนี้กับยูโตะอีกที ไดจังพยักหน้าเออออและชวนผมคุยเรื่องที่จะไปเที่ยวแถบชานเมืองกับอิโนจัง
หลังจากเรื่องที่ยูโตะจูบผมในวันที่เค้ามาค้างที่บ้านผมผ่านมาได้สักพักนึง ผมก็รู้สึกใจเย็นกับเรื่องที่เกิดมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดที่วันก่อนทำสีหน้าไม่พอใจแบบนั้นออกไป ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่เลยถ้ายูโตะจำไม่ได้แล้วผมดันไปพาลใส่เค้าแบบนั้น ช่วงนี้มีถ่ายแบบของนิตยสารประจำเดือนติดๆกัน ปรกติจะแยกทำอาทิตย์เว้นอาทิตย์ แต่ช่วงนี้ผมต้องสัมภาษณ์กับนิตยสารโทรทัศน์ด้วย ผมเลยรู้สึกเหมือนผมให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่มาเก็บบทสัมภาษณ์เพื่อลงนิตยสาร หรือวารสารรายสัปดาห์แทบทุกวัน ถึงจะเหนื่อยจนแทบไม่ได้นอนพักผ่อน แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำงานที่ผมรัก
ผมตื่นขึ้นมาในเช้าของอีกวันด้วยความรู้สึกสดชื่นเพราะเมื่อคืนได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ผมมาถึงที่สตูดิโอเกือบๆสิบโมง เมมเบอร์ทุกคนมาถึงก่อนแล้วเรียบร้อย ระหว่างทางผมก็เจอกับจิเนนด้วย พักหลังมานี้ผมไม่ค่อยได้เจอเค้าเลยนอกจากช่วงที่มาถ่ายนิตยสารด้วยกัน แต่ทุกครั้งที่ได้เจอเค้าผมก็จะรู้สึกผ่อนคลายอยู่เสมอ
ช่วงที่เตรียมรอถ่ายแบบรวมผมก็แวะเข้าห้องน้ำ ชุดที่ใส่วันนี้ค่อนข้างมีเครื่องประดับจุกจิกเยอะพอสมควร ผมพยายามรัดเข็มขัดที่มีสายรัดห้อยพะรุงพะรังให้เข้าที่ ระหว่างที่เดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวห่วงสายรัดเข็มขัดอันนึงกระเด็นหลุดออกจากสายหนังกลิ้งไปตามพื้น ผมคว้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะถึงหน้าประตูทางเข้าห้องแต่งตัวเล็กน้อย
จังหวะที่ผมกำลังหยิบมันขึ้นมาใส่ให้เข้ากับเข็มขัดให้เรียบร้อย ผมก็ได้ยินเสียงฮิคารุคุงดังออกมาจากในห้องแต่งตัว
“ยูโตะ ช่วงนี้นายก็ดูแลตัวเองดีๆหน่อยนะ”เสียงของฮิคารุคุงแฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“อื้อ ขอบใจนะ”เสียงของยูโตะเต็มไปด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ ฟังดูเค้าจะดีใจมากที่ฮิคารุคุงเป็นห่วง
“ยามาดะเป็นห่วงนายมากเลย ตอนที่ไปอัดรายการสคูลคะคุเมด้วยกันก็เอาแต่ถามชั้นเรื่องอาการของนายตลอดเลย ถึงหมอนั่นมันอาจจะไม่ได้พูดกับนายตรงๆก็เถอะ ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆนะ เดือนหน้าก็ต้องเตรียมตัวเรื่องทัวร์คอนเสิร์ตแล้วด้วย อย่าทำให้ยามาดะมันเป็นห่วงบ่อยนักล่ะ”ฮิคารุคุงพูดกำชับท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจังจนผมรู้สึกจักจี้อย่างบอกไม่ถูกเพราะผมไม่คิดมาก่อนว่าฮิคารุคุงจะเล่าเรื่องผมให้ยูโตะฟังด้วย
“ยามะจังเป็นช่วงชั้นหรอ?”ยูโตะพูดเสียงเบามากจนผมแทบไม่ได้ยิน
“อ้าว ยามะจัง มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ?”เคย์โตะที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ เดินผ่านผมไปเปิดประตูและเดินเข้าไปข้างในห้อง ยูโตะและฮิคารุคุงหันมามองทางผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
ยูโตะมองผมและยิ้มออกมา
“ยิ้มอะไร!”ผมกระแทกเสียงใส่ ยูโตะกระโดดหยองแหยงมาหาผมที่กำลังเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเอาอกเอาใจ
“ยามะจัง ยามะจัง ยามะจ๊างงง”จับไหล่ผมแล้วโยกไปมาเล่น
“อะไรเล่า!”ผมตะโกน ยูโตะหัวเราะและกลับไปนั่งที่โดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก ฮิคารุคุงหันกลับไปเช็คผมในกระจกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยูโตะแล้วก็ฮิคารุคุงคงจะไม่คิดว่าผมได้ยินบทสนทนาเมื่อกี้นี้แน่
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างข้างๆฮิคารุคุง ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ผมดีใจจังที่มีฮิคารุคุงเป็นเมมเบอร์อยู่ในวงด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกอุ่นใจและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้บางครั้งฮิคารุคุงจะเข้มงวด และพูดจาต่อว่าเมมเบอร์ในวงอย่างเผ็ดร้อนโดยไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าฮิคารุคุงทำไปด้วยความรักและอยากให้วงออกมาดี พวกเราพยายามกันอย่างหนักในตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา พยายามกันอย่างหนักมากจริงๆ ถึงแม้ยาบุจังจะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็จริง แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่ายาบุจังไม่ค่อยเด็ดขาดในเรื่องของการตัดสินใจเท่ากับฮิคารุคุง ยาบุจังค่อนข้างทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่มีกรอบหรือกฎมากำหนด ต่างจากฮิคารุคุงที่ทุกอย่างต้องกำหนดเอาไว้เป็นกฎเกณฑ์ชัดเจน
วันนี้ใช้เวลาในการถ่ายแบบทั้งหมดเกือบ 2 ชั่วโมง ให้สัมภาษณ์อีกราวๆครึ่งชั่วโมง หลังจากที่ให้สัมภาษณ์ในช่วงคอลัมน์พิเศษของนิตยสารเสร็จ ผมก็เดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวเพื่อที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับไปเป็นชุดที่ตัวเองใส่มาทำงาน
ผมเขย่งขึ้นหยิบเสื้อที่แขวนเอาไว้บนราวที่ค่อนข้างสูง อิโนจังกำลังนั่งทานข้าวปั้นอยู่ตรงโซฟา จิเนนกำลังเล่นเกมส์มือถือ ไดจังกำลังดูหนังผ่านมือถืออยู่กับยูยะ ส่วนยาบุกำลังคุยกับนักวาดการ์ตูนของนิตยสารเมียวโจอยู่
“อ๊บไป๊!(หน่มน๊ม)”จู่ๆยูโตะก็เอามือมาจับนมของผมเต็มสองมือ เท่านั้นไม่พอยังเอาคางแหลมๆวางเกยบนไหล่ผม และย่อเข่าลงจนอยู่ในระดับความสูงของผม
“...”ผมยืนนิ่ง
มาอีกแล้ว โหมดไอ้ยูโตะจอมลามกเนี่ย
“หน่มน๊มๆ บีบนวดดด ใช่แล้ว นมใหญ่ๆ”ยูโตะร้องเป็นทำนองเพลงหน่มน๊มที่ผมคิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะเคยฟัง มีช่วงนึงที่ทุกคนชอบกันมากแล้วก็ฮิตร้องเพลงนี้กันทั้งวัน
นักวาดการ์ตูนของนิตยสารเมียวโจซึ่งเป็นผู้หญิง หันมามองทางผมกับยูโตะด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด
“เอ๊ะ?”เธออุทานออกมา
“สวัสดีฮะ ผมเป็นไอดอลจอมลามกเองครับ”ผมทำเสียงเลียนแบบตัวการ์ตูนในวอร์ลดิสนีย์ ยูโตะเอามือขยำหน้าอกของผมที่ก็ไม่ได้มีอะไรปูดนูนนุ่มนิ่มชวนจับเลยสักนิด เค้ายังคงร้องเพลงต่อไปซึ่งก็ไม่ได้มีเมมเบอร์สนใจนอกจากนักวาดการ์ตูนที่เป็นผู้หญิง
“เดี๋ยวนะ ยามาดะคุงไม่ปฏิเสธเลยหรอ!?”เธอดูตกใจ
“ชินแล้วครับ”ผมหัวเราะ ยูโตะยังคงร้องเพลงหน่มน๊มต่อไปและเขย่าตัวผมให้โยกซ้ายขวาไปมา เสื้อคลุมที่ใส่คลุมเสื้อกล้ามรัดรูปเลยหล่นลงมาอยู่ตรงข้อศอก ยูโตะแกล้งเอาปากลงมาจุ้บที่ไหล่ผม ผมเอาชายแขนเสื้อคลุมที่ห้อยลงมาฟาดเข้าไปที่หัวยูโตะทันที ยูโตะกระโดดออกห่างและหัวเราะชอบใจ
ยูโตะไม่ได้เล่นกับผมแบบนี้มาสักพักนึงแล้ว ปรกติเค้าจะแกล้งกับเมมเบอร์ในวงแทบทุกคน ทุกคนเลยค่อนข้างชินที่จะถูกยูโตะในโหมดลามกแกล้งแบบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮิคารุคุงชอบน้อยมากที่สุด ยูโตะเคยโดนฮิคารุคุงเอาข้อนิ้วโขกหัวจนโนมาแล้วครั้งนึงเพราะดันไปแกล้งกอดจากทางด้านหลังแล้วจะหอมแก้มฮิคารุคุง
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาเป็นชุดไปรเวทที่ใส่มาตามเดิม ถ้าเป็นยูโตะในมุมนี้ ผมจะไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่ยูโตะแกล้งแหย่เล่น มันคือเรื่องปรกติที่ทุกคนมักจะเล่นกัน ผู้ชายมักจะทะลึ่งและเล่นอะไรไม่เข้าเรื่องแบบนี้อยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะเล่นแกล้งแบบยูโตะทุกคนหรอกนะ ยูโตะเข้าข่ายผู้ชายในกลุ่มพิเศษ คือผู้ชายที่เป็นเด็กโข่งจอมลามก นั่นเอง
ผมหัวเราะออกมากับฉายาที่ตัวเองคิดขึ้นมาเองเล่นๆ
“เอ้อใช่ ยามะจังบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับชั้นใช่มั้ย?”ยูโตะพูดขึ้นมา ผมเหลือบไปเห็นไดจังหันมามองทางผมและยูโตะ
“อื้อ”ผมตอบ
“เรื่องอะไรหรอ?”ยูโตะหยุดชะงักมือที่กำลังจะหยิบเสื้อมาใส่ ท่าทีดูตั้งใจฟัง
“แวะไปร้านกาแฟแถวนี้มั้ย?”ผมไม่ได้ตอบคำถามเค้า เค้าพยักหน้าเข้าใจและไม่ได้ถามผมอีกว่าจะคุยเรื่องอะไร
ผมกับยูโตะออกมาจากสตูดิโอหลังจากนั้นไม่นานนัก เราตัดสินใจกันว่าจะไปร้านกาแฟใกล้ๆที่เคยไปด้วยกันเมื่อหลายเดือนก่อน
ที่ร้านกาแฟคนไม่ค่อนพลุกพล่านมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผมในตอนนี้ เคาท์เตอร์อยู่ด้านในร้านที่ต้องเปิดประตูเดินเข้าไปข้างใน ยูโตะอาสาที่จะเดินไปสั่งกาแฟให้ที่เคาท์เตอร์ ผมนั่งรอบนเก้าอี้ที่จัดเข้ากันกับโต๊ะทรงกลมขนาดเล็กที่ตั้งเอาไว้นอกร้าน ระหว่างที่รอยูโตะผมก็นั่งเรียบเรียงความคิดในเรื่องที่จะพูดกับยูโตะ
ที่ไดจังพูดเป็นสิ่งที่ถูกเลยทีเดียว ผมพึ่งรู้สึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองควรจะพูดเรื่องนี้กับยูโตะตรงๆตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต้องมารู้สึกคาใจ รู้สึกแปลกๆกับยูโตะแบบนี้หรอก
ยูโตะเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับถ้วยกาแฟที่ทำจากกระดาษสีน้ำตาลสองถ้วย เค้ายื่นให้ผมถ้วยนึงแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม เนื่องจากขนาดของโต๊ะค่อนข้างเล็ก ระยะห่างของผมกับยูโตะจึงมีไม่มากนัก
ยูโตะค่อยๆดื่มกาแฟช้าๆ เค้าเงียบและมองออกไปยังวิวทิวทัศน์ด้านข้างร้านที่เป็นสวนดอกไม้แปลงเล็กๆที่ร้านปลูกขึ้นมาเอง
ผมจับแก้วกาแฟและใช้นิ้วโป้งคลึงไปรอบๆยี่ห้อของร้านที่พิมพ์นูนขึ้นมา รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
“เรื่องที่จะพูดกับนายน่ะ”ผมเริ่มต้นขึ้น ยูโตะละสายตาจากแปลงสวนมามองผม
“อื้อ”เค้าพยักหน้า
“ชั้นรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยน่ะ คิดว่าถ้าพูดกับนายตรงๆจะดีกว่าน่ะ”ผมพูด ยูโตะพยักหน้าแววตาแสดงความเป็นกังวลเล็กน้อย
“เรื่องอะไรหรอ?”ยูโตะถาม
“ชั้นเคยถามนายไปแล้วครั้งนึง แต่ครั้งนี้ชั้นขอถามแบบจริงจังเลยนะ คืนวันที่ชั้นนั่งแท็กซี่ไปส่งนายที่บ้านน่ะ นายทำตัวแปลกๆยังไงไม่รู้ นายจำได้มั้ยว่าตัวเองทำอะไรลงไป?”ผมถามออกไปตรงๆ
ยูโตะสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เหมือนกำลังนึกตามที่ผมกำลังพูด
“ตอนนั้นชั้นก็เมาก็จำอะไรไม่ได้มากนักหรอก แต่ตอนนั้นชั้นแค่อยาก...”จู่ๆยูโตะก็เงียบไป เค้ามองตาผม
“อะไรหรอ?”ผมถาม
“อยากอยู่ใกล้ๆยามะจังเฉยๆน่ะ ชั้นรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่กับยามะจังน่ะ”ยูโตะรีบพูด เค้ากระพริบตาเร็วๆหลายครั้งและไม่ได้มองผมตรงๆ
“เอ๊ะ?”ผมค่อนข้างตกใจในคำตอบของยูโตะมาก แต่ในความรู้สึกตกใจก็มีความรู้สึกดีใจแฝงอยู่ด้วย
“เอ่อ... ก็เราสนิทกันมากขึ้นนี่นา ตอนนั้นชั้นอาจจะเมาด้วยแหละ ถ้าทำให้ยามะจังไม่สบายใจต่อไปชั้นจะไม่ทำอีกนะ”ยูโตะชิงพูดขึ้นมาก่อน เหมือนเค้าจะคิดว่าการที่เค้าทำแบบนั้นมันทำให้ผมไม่สบายใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกไม่ชอบอะไร
“ไม่เป็นไรหรอก”ผมยิ้มอย่างเข้าใจ เราสองคนเคยมีกำแพงต่อกันมาโดยตลอด ถึงแม้จะสนิทกันมากขึ้นแล้วแต่ก็ยังมีมุมที่รู้สึกเกรงใจกันอยู่ เพราะแบบนี้ผมถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ควรจะพูดออกไปตรงๆ ให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย
“แล้ววันที่นายมานอนค้างที่บ้านชั้นน่ะ นายบอกว่าฝันว่ามีเจ้าหญิงมาจูบนายใช่มั้ย?”ผมเริ่มต้นพูดเรื่องที่ยังไม่เคยบอกกับยูโตะตรงๆมาก่อน ท้องของผมบิดเป็นเกลียวด้วยความตื่นเต้น
“ใช่..”ยูโตะตอบ แววตาของเค้าดูลังเลและเหมือนกับกลัวอะไรบางอย่างที่ผมกำลังจะพูดออกมา
“คืนนั้น... นายจูบชั้น”
วีนัส : เป็นยังไงบ้างเอ่ยกับตอนนี้
เรื่องที่ยูโตะทำเป็นจับนมยามะจังแล้วพูดหน่มน๊ม เราเคยอ่านเจอในช่วงการ์ตูนของนิตยสารเมียวโจ สองคนนี้เล่นกันแบบอะไรก็ไม่รู้ คนวาดการ์ตูนก็ตกใจมากเลยที่เห็นเล่นกับแบบนี้ ฮ่าๆ เลยเอามาเรื่องจริงเข้ามาแต่งบ้างด้วยนิดหน่อย
ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นส์มากเลยนะคะ เราอ่านคอมเม้นส์ไปได้เห็นความคิดเห็นของหลายๆคน บางคนก็มองอะไรลึกซึ้งกว่าเราแต่งเอาอีก ทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วย ขอบคุณมากเลยนะคะ 
แล้วเจอกันตอนที่ 10 จ้า


[Fiction] ไดอารี่ของยามะจัง & ยูโตะ 2014 ตอนที่ 8
- 2014/12/03 Wed|
- [Fiction]ไดอารี่ของยามะจัง&ยูโตะ 2014
- |CM:10
- |EDIT
ผู้แต่ง : วีนัส
คู่ : นากาจิม่า ยูโตะ
ยามาดะ เรียวสุเกะสารบัญฟิคชั่น
: venushsjfiction.blog.fc2.com/
-8-
ยูโตะ
ผมมาถึงที่สตูดิโอประมาณเกือบๆสิบเอ็ดโมง ไดจังกำลังคุยอะไรด้วยท่าทีที่สนุกสนานกับยูยะอยู่ ผมไม่รอช้ารีบวางกระเป๋าแล้วเข้าไปร่วมวงด้วยทันที
“เล่นอะไรกันอ่ะ เล่นด้วยๆ”ผมลากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมาหายูยะและไดจัง
“บาบานุคิ”ไดจังพูดพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
“เอ๊ะ? บาบานุคิต้องเล่นมากกว่าสองคนไม่ใช่หรอ? เล่นกันสองคนก็ไม่มีความหมายอะไรนี่”ผมพูด
“ก็รอคนมาเล่นด้วยอยู่นี่ไง เอ้า ยูยะเอาไพ่กลับคืนมา เดี๋ยวเริ่มใหม่ๆ”ไดจังรับไพ่มาจากยูยะแล้วเริ่มสับไพ่ใหม่ เวียนให้ผมและยูยะสับไพ่กับด้วย
ผมไม่ค่อยได้เล่นบาบานุคิบ่อยเท่าไหร่นัก ปรกติเมมเบอร์มักจะติดเล่นเกมส์ออนไลน์กันมากกว่า
“เฮ้ย ยูยะ นายมีโจ๊กเกอร์อยู่ในมือใช่มั้ย?”ไดจังหรี่ตามองยูยะที่นั่งเท้าคางเอาศอกยันกับหัวเข่าข้างซ้ายที่นั่งไขว่ห้าง
“คิดว่าใช่มั้ยล่ะ?”ยูยะหัวเราะชอบใจ สุดท้ายคนที่ได้โจ๊กเกอร์ไปก็คือไดจัง ไดจังเริ่มโวยวายทันทีว่าเล่นทีไรก็แพ้ตลอด ไม่เล่นด้วยแล้ว
“โด่ ที่แท้ไดจังก็แพ้อยู่ดีน่ะแหละ”ผมหยอก แล้วเอานิ้วจิ้มสีข้างไดจัง ไดจังสะดุ้งตัวงอโค้งไปอีกข้างเหมือนกุ้ง ผมยิ่งรู้สึกสนุกก็เลยจักจี๋จักแร้ของไดจังที่ยกขึ้นเพราะสะดุ้งตกใจ ไดจังไม่ยอมแพ้ตรงเข้ามากระโดดรัดคอผมแล้วผลักผมนอนกับโซฟาในห้องแล้วเริ่มจักจี้ผมอย่างบ้าคลั่ง
ผมหัวเราะจนปวดท้อง ไดจังทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง ผมยันตัวขึ้นนั่ง
“ไดจังเล่นวิ่งไล่จับกัน ยูยะ! เล่นไล่จับกัน!”ผมตะโกนเรียกยูยะที่ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก แต่ด้วยความรู้สึกที่กำลังสนุกอยู่ของตัวเองเลยทำให้ผมตะโกนออกมา
“เดี๋ยวมาเล่น ตะกี้สต๊าฟเดินมาบอกว่าอีกสิบนาทีให้ไปที่สตูดิโออ่ะ”ยูยะว่า ผมรู้สึกใจเหี่ยวฟีบขึ้นมาทันที ถ้าเมมเบอร์คนอื่นมาตอนนี้ก็คงจะดี จะได้ชวนเล่นกันให้หมดเลย
“นี่ ยูโตะ นายรู้จักท่า kabedon มั้ย?”จู่ๆไดจังก็ถามขึ้นมา
“มันคืออะไรอ่ะ?”ผมถามเพราะรู้สึกคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหน แต่ก็จำไม่ค่อยจะได้
“ท่าที่ต้อนผู้หญิงเข้ากำแพงแล้วเอามือตีกำแพงดังตึง! ไง!”ไดจังพูดด้วยท่าทีตื่นเต้น
“ต้อน? คำนี้มันใช้กับพวกฝูงสัตว์เลี้ยงไม่ใช่หรอ?”ผมพูด
“ใช้กับคนได้ด้วยน่า! ท่านี้ฮิตมากเลยนะ”ไดจังมีสีหน้าที่ตื่นเต้นจนผมรู้สึกอดตื่นเต้นตามไปไม่ได้
“มันเป็นแบบไหนอ่ะๆ?”ผมถาม
“นี่ๆ เดี๋ยวจะเปิดให้ดู”ไดจังรีบวิ่งไปที่กระเป๋าสะพายของตัวเอง แล้ววิ่งกลับมาอีกครั้งในระยะทางสั้นๆพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ เค้าเปิดคลิปที่ว่านั้นให้ดู มันเป็นคลิปที่ตัดมาจากภาพยนตร์เรื่องนึงที่พระเอกเดินต้อนนางเอกจนชิดกำแพงแล้วเอามือกระแทกกำแพง จากนั้นก็พูดว่า อย่าไปมองผู้ชายคนอื่นอีก ชั้นไม่ชอบ
“โอ๊ยย ตายแล้วว ไดจัง เขินอ่ะ”ผมยกมือขึ้นนาบแก้มทั้งสองข้างที่ร้อนฉ่าเป็นกระทะทำพิซซ่าญี่ปุ่น ไดจังกดปิดคลิปแล้วทำหน้าตามีลับลมคมใน
“นายลองทำกับยามาดะดูดิ”ไดจังยิ้มชั่วร้าย
“กับยามะจังหรอ?”ผมถาม ไดจังพยักหน้า
“คิดบทคำพูดดีๆ เล่นให้หมอนั่นเหวอจนตกใจไปเลย แต่ชั้นว่าหมอนั่นน่าจะรู้เรื่องท่าฮิตที่ว่านี้อยู่นะเพราะอ่านการ์ตูนผู้หญิงบ่อย”ไดจังทำหน้าครุ่นคิด
“น่าลองนะ”ผมหัวเราะอย่างนึกสนุก ระหว่างที่รอยามะจังมาผมก็เล่นกับเมมเบอร์คนอื่น ช่วงที่ผมกำลังจับก้นอันแสนนุ่มนิ่มของจิเนนอยู่ยามะจังก็เปิดประตูเข้ามาในห้องแต่งตัวพอดี ผมโบกมือยิ้มกว้างทักทายยามะจังที่ดูงงๆเล็กน้อย ตอนนี้ไดจังกำลังออกไปข้างนอกห้องอยู่ เดี๋ยวผมจะต้องไปแต่งตัวเซตผมอีกห้องนึง คิดว่าตอนนั้นค่อยคุยกับไดจังอีกทีว่าจะแกล้งยามะจังยังไงดี
ไม่นานนักผมก็มาที่ห้องแต่งหน้าทำผมอีกห้องนึง จิเนนกับไดจังกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่มีสไตลิสต์คนที่เราคุ้นเคยและทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆกำลังจัดแต่งทรงผมให้อยู่ ไดจังหันมามองอย่างรู้งาน ระหว่างที่ผมกำลังนั่งให้สไตลลิสต์แต่งหน้าให้ ผมก็คิดแผนการอยู่ในหัวขึ้นมาคร่าวๆ มันเป็นเรื่องที่สนุกดีที่ได้แกล้งกันแบบนี้ ผมชอบที่จะสร้างเหตุการณ์อะไรสนุกๆขึ้นมาอยู่เสมอ
หลังจากที่แต่งหน้าทำผมเสร็จผมก็รีบเดินมาหาไดจังที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องด้วยท่าทีมีลับลมคมนัย จิเนนไม่ได้สนใจที่จะเดินเข้ามาหาผมและไดจัง ไดจังกระซิบบอกว่าตอนนี้ยามะจังอยู่ในห้องแต่งตัวคนเดียวทางสะดวก เดี๋ยวจะดูทางให้ ให้ผมแง้มประตูเอาไว้ด้วยจะได้แอบดู
ผมรีบเดินไปที่ห้องอีกห้องที่อยู่ไม่ไกลจากห้องแต่งหน้ามากนัก ประตูห้องทำจากสแตนเลต ผมค่อยๆเปิดประตูเข้าไปในห้องช้าๆ ยามะจังกำลังนั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์อยู่และไม่ได้หันมาทางผม แต่ผมคิดว่าเค้าคงรู้ว่ามีคนเข้ามาในห้องเพียงแต่อาจจะยังไม่แน่ใจนักว่าเป็นใคร
ผมยิ้มเผล่ออกมา ใจโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น ผมรีบเดินดุ่มๆไปหายามะจังที่นั่งอยู่ตรงโซฟาทันที
“อย่าไปคุยกับหมอนั่น”ผมทำสีหน้าจริงจังระหว่างที่พูดไปด้วยเพื่อความสมจริง ยามะจังเงยหน้ามองผมดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เค้าลุกขึ้นยืนจากโซฟาทันที
“เอ๊ะ?”ดวงตากลมใสมองผมด้วยความฉงนงุนงงจนผมแทบหลุดหัวเราะออกมา
“ชั้นบอกแล้วไงว่าอย่าไปคุยกับมัน!”ผมเพิ่มระดับความดังในน้ำเสียงมากขึ้น ยามะจังสะดุ้ง ห่อไหล่เล็กน้อย เค้าเขยิบตัวออกจากโซฟา ดวงตากลมโตยังคงเต็มไปด้วยความงงงวย ผมพยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมาโดยการทำสีหน้าให้จริงจังมากกว่าเก่า
“อะไรของนายเนี่ย พูดอะไรไม่เข้าใจ”สีหน้าของยามะจังเต็มไปด้วยความสับสน วูบแรกในแววตาของเค้า ผมเห็นตัวเองในอดีตแวบขึ้นมา
ความรู้สึกชั่ววูบนั้นหายไปเหมือนกับตอนที่มันแวบเข้ามาในหัวผม ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ยามะจังเรื่อยๆ ผมค้อมตัวลงเล็กน้อย ถึงผมจะทำเช่นนั้นความต่างระหว่างส่วนสูงของผมกับยามะจังก็ยังมีมากอยู่ ยามะจังช้อนสายตาขึ้นมองผม แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสงสัยไปในเวลาเดียวกัน ยามะจังในมุมนี้เป็นยามะจังในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เค้าดูตัวเล็กกว่าทุกครั้งที่ผมรู้สึก ดูบอบบางจนน่าตกใจ
ผมเริ่มรู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้า แววตาหลากหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกันของยามะจัง ยามะจังเป็นคนที่แสดงความรู้สึกทุกอย่างออกมาทางสีหน้าและแววตาได้อย่างชัดเจนจริงๆ
ผมเดินต้อนยามะจังไปทางกำแพงเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผมก็มองสีหน้าของยามะจังด้วยความรู้สึกสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ชั้นไม่ชอบ”ผมเดินเข้าไปใกล้ยามะจังอีก ริมฝีปากของยามะจังเผยอขึ้นเล็กน้อย แววตาสั่นระริก ดูท่าว่าท่าทางของผมจะทำให้ยามะจังตกใจจริงๆ
ผมโน้มตัวเข้าหายามะจังและใช้มือทั้งสองข้างกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังดังตึง ยามะจังสะดุ้งตกใจยกมือขึ้นปิดปาก ผมได้ยินเสียงร้องออกมาเบาๆด้วย ผมค่อยๆโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ ใกล้จนได้กลิ่นตัวหอมหวานๆของยามะจังจริงๆ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ผมจำกลิ่นตัวของยามะจังได้ ต่อให้เค้าฉีดน้ำหอมกลบก็ตาม ยามะจังดูตกใจ ตากลมโตเบิกโต กว่าเก่า
“อะ..อะไร?”ยามะจังดูตื่นตระหนกจนทำให้ผมคิดถึงกระต่ายขนปุกปุยสีขาวกำลังหนีหมาป่าอยู่ในป่าใหญ่ที่มีหิมะตกจนขาวโพลน
“ก็บอกแล้วไงว่าให้มองชั้นแค่คนเดียว”ผมยิ้มมุมปากและเขยิบตัวออกห่างยามะจัง เค้าทำหน้าเหมือนเห็นผมถูกดูดขึ้นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว
มันเป็นสีหน้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมหัวเราะออกมาเต็มที่
“ฮ่าๆๆๆ”ผมลงไปนั่งกองกับพื้น ไดจังที่แอบซุ่มอยู่ข้างหลังประตูก็โผล่เข้ามาในห้องพร้อมกับเอามือกุมท้องหัวเราะกันเสียงดังลั่น
“เฮ้ยยามาดะแม่งอึ้งไปเลยว่ะ ฮ่าๆๆ”ไดจังหัวเราะก๊ากอีกระลอก ผมนึกถึงสีหน้าเมื่อกี้ของยามะจังแล้วก็หัวเราะออกมาอีกรอบ
“ท่าคาเบะดอน คาเบะ ฮ่าๆ”ไดจังหัวเราะ
ปัง!
เสียงประตูปิดดังปัง ผมหยุดหัวเราะแทบจะในทันที ไดจังหันมามองผมด้วยตาที่คลอไปด้วยน้ำตาจากการหัวเราะอย่างสุดขั้วเมื่อกี้นี้
ดูเหมือนยามะจังจะโกรธ...
ผมไม่ได้สังเกตสีหน้าของยามะจังเลย ผมว่าเค้าไม่น่าจะโกรธกับเรื่องแบบนี้นะ ก่อนหน้านี้ผมพึ่งไปแกล้งอิโนจังมาเรายังเล่นสนุกกันอยู่เลย ปรกติยามะจังก็ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะ
ไดจังรีบเปิดประตูออกไปแล้วตะโกนเรียกชื่อยามะจัง ผมเดินไปดูตรงโถงทางเดิน ผมเห็นยามะจังกำลังวิ่งไปทางอีกด้านของสตูดิโอ
ไดจังหันมามองผมด้วยสีหน้ากังวล ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ ผมกับไดจังก็แค่คิดเล่นกันสนุกๆ ถึงจะดูเป็นอะไรที่ไร้สาระบ้างแต่เราก็เล่นสนิทกันแบบนี้บ่อยๆ
“เอาไงดีอ่ะ”ไดจังถามผม
“เดี๋ยวชั้นไปพูดให้เองแล้วกัน”ผมพูด
“จะดีหรอ ไม่รู้ยามาดะโกรธรึเปล่า ช่วงนี้หมอนั่นดูอารมณ์แปรปรวนยังไงก็ไม่รู้”ไดจังพูดกับผมด้วยสีหน้าที่ดูกังวล
“ไม่มีอะไรหรอกน่า”ผมตบบ่าไดจัง ไดจังทำสีหน้าห่อเหี่ยว
“งั้นหรอ งั้นฝากด้วยแล้วกันนะ”ไดจังมองผมด้วยสายตามีความหวัง
ผมตบไหล่ไดจังอีกครั้งและเดินมาตรงโถงทางเดินกลางด้วยความรู้สึกมั่นใจมากว่ายามะจังจะอยู่ที่ไหน ผมเดินไปยังห้องน้ำของสตูดิโอโดยไม่ต้องฉุกคิดเลยสักนิด
หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าใจยามะจังเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหลายครั้งความคิดของเราถึงไม่ตรงกัน แต่ก่อนเรามักจะขัดแย้งกันเสมอในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ผมเองก็เกลียดเค้าในหลายๆอย่างที่เค้าพรากมันไปจากผม ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเค้าแต่ผมก็โทษให้มันกลายเป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องราวในอดีตที่ค่อนข้างขมขื่นแต่ก็สอนอะไรให้ผมมากมาย ก่อนหน้าที่เราจะปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ของผมและยามะจังเลยเป็นอะไรที่แปลกมากที่สุด
ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนที่สนิทกัน เป็นเมมเบอร์ที่อยู่ในวงเดียวกัน เป็นคู่แข่ง เบื้องลึกการแข่งขันซึ่งกันและกันมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษกับยามะจังมากกว่าคนอื่น ผมไม่เคยบอกยามะจังตรงๆ เราไม่เคยพูดคุยเปิดอกกันจริงๆเลยสักครั้งนอกจากช่วงปลายปีในงานเลี้ยงของ7 ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมพูดทุกอย่างที่ผมคิด ทุกอย่างที่ผมรู้สึก และครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินทุกอย่างที่ยามะจังคิดผ่านปากยามะจัง
เราคิดอะไรเหมือนกันอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ดูลงตัวอย่างประหลาด
ทุกคนรู้ดีว่าผมเป็นคนที่จริงจัง ถึงจะมีมุมที่ทำอะไรออกไปเหมือนเด็กๆ แต่พื้นฐานนิสัยของผม ผมมักจะเป็นคิดอะไรที่เป็นหลักการและยึดมั่นในความคิดของตัวเอง ค่อนข้างหัวแข็ง ยามะจังเองก็รู้มาตลอดว่าผมเป็นคนแบบนั้น ยามะจังเองก็เป็นคนที่ทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้งบางครั้ง เค้าไม่ใช่คนที่ยอมคนง่ายๆและเกลียดการพ่ายแพ้ แต่ผมรู้สึกว่าเค้าจะคิดถึงความรู้สึกของผมอยู่เสมอ
มีอะไรหลายอย่างที่เราจะต้องเรียนรู้นิสัยกันและกันต่อจากนี้ไป แต่ลึกๆแล้วผมกลับรู้สึกว่ายามะจังเข้าใจในตัวตนของผมดีที่สุด กลายเป็นเพื่อนสนิทที่ผมรู้สึกสบายใจและไว้ใจมากที่สุด
ผมหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องน้ำชายที่ไม่มีคนเข้า ผมมองเข้าไปข้างใน ห้องด้านในสุดถูกปิดเอาไว้ ผมคิดว่าจะต้องเป็นยามะจังแน่ๆ ผมค่อยๆเดินไปยังห้องน้ำห้องสุดท้าย
“ยามะจัง... อยู่ในนี้รึเปล่า?”ผมพูดขึ้น ผมได้ยินเสียงสูดหายใจดังเฮือกดังมาจากข้างในห้องน้ำ
“ยามะจังเป็นอะไรรึเปล่า?”ผมถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ผมไม่อยากให้เค้าคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ
แกร๊ก..
กลอนประตูห้องน้ำถูกปลดออก ยามะจังเปิดประตูและเดินผ่านผมไปล้างมือที่อ่างล้างมือโดยที่ไม่ได้มองผมแม้แต่น้อย สีหน้าของยามะจังเหมือนปรกติแต่ก็ดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“เปล่าหรอก”ยามะจังตอบ
“โกรธหรอ?”ผมถาม
“ก็นิดหน่อยนะ ก็นายเล่นทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นนี่นา ก็นึกว่าไปทำอะไรให้รึเปล่า พอเห็นว่าแกล้งกันก็เลยอดโมโหไม่ได้น่ะ”ยามะจังตอบ เค้าเงยหน้าขึ้นมามองผม แต่กลับไม่ได้สบตามองผมตรงๆ
“โทษทีนะ ก็แค่เล่นสนุกๆน่ะ อย่าบอกนะว่ายามะจังใจเต้นแรงน่ะ?”ผมหัวเราะและแกล้งเอาหน้าเข้าไปใกล้ ยามะจังรีบหันหน้าหนีทันที ซึ่งก็เป็นท่าทีปรกติที่ยามะจังมักจะชอบทำเวลาที่ใครแกล้งแบบนี้อยู่เสมอ
“ไอ้บ้า! ใจเต้นแรงอะไรเล่า!”ยามะจังเหวี่ยงใส่ผม สีหน้าดูผ่อนคลายมากขึ้น ผมกอดคอยามะจังและโยกตัวไปมาเล็กน้อย
“เอาน่าๆ ตอนแรกที่ชั้นโดนเพื่อนนักแสดงที่ถ่ายละครด้วยกันแกล้งก็ตกใจแบบนี้แหละ นี่ตอนนี้จะไปแกล้งเคย์โตะอ่ะ ยามะจังสนมั้ย?”ผมถาม
“ไร้สาระน่า”ยามะจังพูดด้วยน้ำเสียงหน่ายๆแต่กลับยิ้มนิดๆให้ผม
“ไม่เห็นไร้สาระเลย ตอนนี้ฮิตมากเลยนะ ผู้หญิงใครๆเค้าก็อยากให้แฟน ผู้ชายที่ตัวเองชอบทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เราก็ต้องฝึกกันไว้ เผื่อได้ใช้ในอนาคต โฮะๆ”ผมทำท่าหัวเราะเพื่อหวังที่จะได้เห็นรอยยิ้มของยามะจัง
“ทำไปคนเดียวเหอะน่า”ยามะจังหัวเราะและเดินนำออกไปจากห้องน้ำ ผมยิ้มร่ารีบเดินตามยามะจังไปติดๆ
“นี่ยูโตะ”จู่ๆยามะจังก็หันกลับมาหาผม เค้าทำสีหน้าเหมือนกับอยากจะพูดอะไรออกมา
“หือ?”ผมขึ้นเสียงสูงอย่างสงสัยในท่าทีของยามะจัง
“นายจำวันที่ชั้นนั่งแท็กซี่ไปส่งนายที่บ้านได้มั้ย?”ยามะจังพูดขึ้น
“ตอนที่นั่งแท็กซี่หรอ? อืม... ก็จำได้บ้างนะ ชั้นจำได้ว่ายามะจังไปส่งชั้นที่บ้านเลย”ผมพูดขึ้น
“แล้วจำอะไรได้อีกมั้ย?”ยามะจังถามต่อ ตาจ้องมองผมอย่างไม่ลดละ ผมรู้สึกได้ถึงแววตาที่บีบคั้นของยามะจัง ราวกับเค้ารอที่ผมจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ผมส่ายหน้าแสดงบ่งบอกให้เค้ารู้ว่าผมจำอะไรไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้วผมค่อนข้างจำเรื่องที่เกิดขึ้นในแท็กซี่ได้ดี ถึงแม้จะดูเลือนรางและขุ่นมัวเหมือนภาพที่อยู่ในความฝันที่ไม่ชัดเจน แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
“นายเกือบจะปล้ำชั้นในรถแหนะ!”ยามะจังพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ผมทำเป็นตกใจและหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆๆ เฮ้ยจริงดิ จำไม่ได้เลยอ่ะ”ผมหัวเราะ หัวเราะในสีหน้าที่ดูไร้เดียงสาของยามะจัง และไม่กล้าบอกออกไปตรงๆว่าความจริงแล้วผมอยากทำแบบนั้นกับยามะจังมาตั้งนานแล้ว
“แล้วเรื่องที่มานอนค้างที่บ้านชั้นล่ะ”จู่ๆยามะจังก็เปลี่ยนโทนน้ำเสียงเป็นน้ำเสียงที่จริงจัง
“อ้อที่ยามะจังอุ้มชั้นเค้านอน แล้วที่ชั้นฝันใช่มั้ย?”ผมย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องวันนั้น ผมค่อนข้างเมาหนักเลยวันนั้น แล้วก็รู้สึกเพลียๆด้วย เป็นความจริงที่ว่าผมจำเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านยามะจังไม่ค่อยได้เลย แต่ดูเหมือนอะไรบางอย่างกำลังรบกวนจิตใจของยามะจัง เค้ามีสีหน้าที่ดูหงุดหงิดและไม่ค่อยพอใจ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”ผมพูด ยามะจังกระพริบตาสองสามครั้ง สีหน้าที่ดูหงุดหงิดนั้นก็หายไป ผมรู้สึกกลัวกับนิสัยนั้นของยามะจังขึ้นมาทันที ยามะจังเป็นคนที่โกหกไม่ค่อยเก่งก็จริง แต่เค้าสามารถปกปิดบางอย่างในตัวเองได้เก่งมาก อะไรบางอย่างที่เป็นตัวตนจริงๆของเค้า เค้าจะไม่นำออกมาให้ใครได้รู้จัก เบื้องหลังสีหน้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของยามะจังระหว่างที่เราพูดคุยในเรื่องทั่วๆไปเพื่อเดินกลับไปยังสตูดิโอ ผมกลับรู้สึกคาใจกับเรื่องที่ยามะจังถาม เป็นไปได้มั้ยว่าวันนั้นผมอาจจะเผลอทำอะไรให้ยามะจังรู้สึกไม่พอใจ แต่เพราะเค้าเกรงใจผมก็เลยไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ มันอาจจะเป็นเรื่องที่พูดแล้วทำให้รู้สึกไม่ดีต่อกันก็ได้
หลังจากเลิกงาน ระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้านผมก็นึกถึงเรื่องของยามะจังมาตลอดทาง วันที่ยามะจังนั่งแท็กซี่ไปส่งผมถึงที่บ้าน ผมรู้สึกอยากใกล้ชิดกับยามะจังมากขึ้น ผมรู้สึกดีใจที่เค้ามาส่งผมถึงที่บ้านทั้งที่บ้านก็อยู่กันคนละทิศ เพราะผมรู้สึกได้ถึงความใจดีของยามะจังเลยอาจจะทำให้ผมรู้สึกอยากอยู่ใกล้ๆยามะจังและทำในสิ่งที่ผมอยากทำกับยามะจังมาตลอดโดยเอาเรื่องที่ตัวเองเมาขึ้นมาอ้าง แต่ผมก็เมานะตอนนั้น...
ผมหลับตาลงช้าๆ ความรู้สึกในตอนนั้นกลับมาอีกครั้ง...
ยามะจังเป็นคนที่ตัวหอมมาก ตอนเด็กๆจะกลิ่นหอมหวานเหมือนผลไม้ แต่พอโตขึ้นกลิ่นหอมหวานนั้นจะมีความเซ็กซี่แฝงอยู่ด้วย ผมพยายามบอกทุกคนถึงเรื่องนี้แต่ทุกคนดันไม่สนใจในเรื่องที่ผมพูดเท่าไหร่แถมยังโดนหาว่าโรคจิตอีกด้วยต่างหาก แม้กระทั่งแต่ยามะจังเอง เค้าแค่หัวเราะแล้วก็ไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผมพูด ทุกคนรู้ว่ายามะจังตัวหอม แต่ก็จบแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ในขณะที่ผม...ไม่ใช่ ยิ่งได้กลิ่นตัวยามะจังผมก็ยิ่งอยากดมใกล้ๆ ใกล้ๆให้มากเท่าที่จะทำได้...
ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง...
ถ้าผมบอกความจริงกับยามะจังเรื่องนี้ไป.. ยามะจังจะรู้สึกยังไงกันนะ..
วีนัส : เป็นยังไงบ้างเอ่ย หลังจากที่ได้อ่านในมุมมองของยูโตะแล้ว ฮ่าๆๆ
คิดว่าหลายๆคนคงเดาตรงกัน ไม่มีทางที่โตะจะทำโดยไม่มีสติอยู่ มันต้องเป็นจิตใต้สำนึก 
ตอนแต่งยูโตะก็พยายามคิดไปเรื่อยๆว่าถ้ายูโตะเห็นยามะจังมุมนี้ยูโตะจะคิดยังไง บางทียูโตะตัวจริงก็มักชอบหลุดพูดอะไรที่มันแปลกๆเกี่ยวกับยามะจัง โดยเฉพาะคำว่า "น่ารัก" เนี่ยบางเรื่องที่เมมเบอร์คนอื่นไม่ได้คิดอะไรแต่ยูโตะกลับพูดว่าน่ารัก ยามะจังในมุมมองยูโตะคงต้องมุ้งมิ้งน่าดู ฮ่าๆ 
ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นส์มากเลยนะจ้า ตอนนี้จำชื่อยูสทุกคนที่มาเม้นส์ประจำได้หมดแล้ว ดีใจมากเลย ขอบคุณมากเลยนะคะ เดี๋ยวทยอยตอบเรื่อยๆทุกตอนเล้ย


แล้วเจอกันในตอนที่ 9 (ยามะจังดำเนินเรื่องตามเดิม) เร็วๆนี้นะจ้าา


[Fiction] ไดอารี่ของยามะจัง & ยูโตะ 2014 ตอนที่ 7
- 2014/12/01 Mon|
- [Fiction]ไดอารี่ของยามะจัง&ยูโตะ 2014
- |CM:13
- |EDIT
ผู้แต่ง : วีนัส
คู่ : นากาจิม่า ยูโตะ
ยามาดะ เรียวสุเกะ สารบัญฟิคชั่น
: venushsjfiction.blog.fc2.com/-7-
ผมมาถึงที่สตูดิโอถ่ายแบบนิตยสารตอน11 โมงครึ่ง ผมเจออิโนจังระหว่างที่เดินเข้าสตูดิโอพอดี อิโนจังหน้าดูบวมอืดมาก เหมือนคนพึ่งตื่นนอน ผมก็ยุ่งเหยิงดูเหมือนไม่ได้ผ่านการหวีมาหลายปี แถมยังสวมเสื้อฮู้ตขนแกะแบบที่ใส่กันในช่วงหน้าหนาว ทั้งที่ก็เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนอย่างเต็มตัวมาได้สักพักแล้ว
อิโนจังมักมีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ เค้าทำตัวสบายๆ เหมือนกับนิสัยที่สบายๆ แต่ก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน จึงไม่แปลกที่ไดจังมักจะชอบไปไหนมาไหนกับอิโนจังบ่อยๆ
ทันทีที่ผมเข้าไปในสตูดิโอผมก็เห็นยูโตะกำลังไล่บีบก้นจิเนนเล่นอยู่ ผมกับอิโนจังเอ่ยทักทายจิเนนและยูโตะ ทั้งสองคนหัวเราะและโบกไม้โบกมือมาทางผมและอิโนจัง
จิเนนเดินมาบอกว่าตอนนี้คนอื่นทยอยไปแต่งตัวกับเซตผมที่ห้องแต่งตัวแล้ว ส่วนคิวผมต้องรออีกสักพักไปก่อน ยูโตะ จิเนน และอิโนจังถูกเรียกตัวไปอีกห้อง ผมจึงอยู่ในห้องนั่งเล่นระหว่างรอแต่งตัว ผมหยิบกระจกที่พกติดตัวขึ้นมาเช็คดูหน้า และทรงผมของผม โชคดีที่ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นัก พอผมเห็นทรงผมของอิโนจังทีไรผมอดคว้ากระจกขึ้นมาดูทรงผมตัวเองไม่ได้เลย
ผมนั่งเล่นโทรศัพท์ไปสักพัก เสียงประตูห้องที่ผมกำลังนั่งอยู่ก็เปิดขึ้น ผมคิดว่าเมมเบอร์คนอื่นคงจะถ่ายแบบเสร็จแล้ว หรือไม่ก็อาจจะมีสต๊าฟเอาของว่างมาให้ผม แต่พอผมเงยหน้าขึ้นไปกลับเป็นยูโตะเดินเข้ามาในห้อง
“อย่าไปคุยกับหมอนั่น”ยูโตะเดินดุ่มๆมาหาผมที่นั่งอยู่ตรงโซฟาและทำสีหน้าจริงจังจนผมต้องลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
“เอ๊ะ?”ผมมองเค้าอย่างงุนงง
“อะไรของนายเนี่ย พูดอะไรไม่เข้าใจ”ผมพูด
ยูโตะค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ยิ่งผมได้เห็นสีหน้าและแววตาที่ดูจริงจังของเค้าผมก็รู้สึกกลัวขึ้นมา ผมไปทำอะไรให้ยูโตะโกรธเนี่ย ผมไปคุยกับใครงั้นหรอ? แล้วทำไมยูโตะจะต้องไม่พอใจผมด้วยล่ะ? คำถามผุดขึ้นมาในหัวของผมไม่หยุดหย่อน ผมก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ยูโตะเดินรุกเข้ามาใกล้เรื่อยๆและใช้สายตาจ้องมองอย่างจริงจังจนผมไม่กล้าเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“ชั้นไม่ชอบ”ยูโตะเดินเข้ามาใกล้ผมอีก
ตึง!
ยูโตะโน้มตัวเข้ามาใกล้ ผมผวาตกใจจนเอนตัวไปด้านหลังและคิดว่าตัวเองคงจะล้มลงกับพื้นไปแล้ว ปรากฏว่าหลังของผมชนเข้ากับกำแพงที่รองรับเอาไว้อยู่ ยูโตะกระแทกฝ่ามือสองข้างลงกับกำแพงเสียงดังตึง ผมสะดุ้งด้วยความตกใจ จนเผลอยกมือขึ้นมาปิดปาก
ยูโตะที่ตัวสูงกว่าผมค่อยๆโน้มตัวลงมาใกล้ผม ใกล้จนผมได้กลิ่นส้มออกมาจากลมหายใจของยูโตะ ผมเบิกตาโพลงด้วยความตกใจจนเผลอกลั้นหายใจไปโดยไม่รู้ตัว
“อะ..อะไร?”ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกคะกักและแหลมสูงเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเอง
“ก็บอกแล้วไงว่าให้มองชั้นแค่คนเดียว”ยูโตะยิ้มมุมปาก และกระเถิบตัวออกห่าง
เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองหลุดลงไปกองที่ปลายเท้า แบบหลุดลงไปกองที่ปลายเท้าจริงๆ มันรู้สึกวูบในตัวเหมือนถูกเครื่องดูดฝุ่นดูดพลังงานชีวิตออกไป
“ฮ่าๆๆๆ!”เสียงหัวเราะดังขึ้น ผมกระพริบตาหันไปมองต้นเสียงหัวเราะ และผมก็เห็นยูโตะกับไดจังกำลังยืนหัวเราะกันจนตัวงอ
ผมโดนแกล้งหรอ? เมื่อกี้นี้ผมโดนยูโตะแกล้งใช่มั้ย...
ผมรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งเจ็บใจทั้งโกรธ หลากหลายอารมณ์ปะทะกันไปหมด
“เฮ้ย ยามาดะแม่งอึ้งไปเลยว่ะ ฮ่าๆๆ”ไดจังหัวเราะเสียงดังอีกระลอกแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะหัวเราะออกมาอย่างสุดแรงเกิด ผมหันไปมองยูโตะ ยูโตะเองก็หัวเราะขำไม่แพ้ไดจัง ตอนนี้ยูโตะลงไปนั่งหัวเราะกับพื้นแล้ว
“ท่าคาเบะดอน คาเบะ ฮ่าๆ”ไดจังหัวเราะหนักกว่าเก่า
ผมรีบวิ่งไปที่ประตู กระชากประตูเปิดออกแล้ววิ่งสุดฝีเท้าออกจากห้องพักไปในทันที ในหัวตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกนอกจากจะวิ่งหนีออกมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ผมไม่อาจทนอยู่ในห้องต่อไปได้ ผมวิ่งเข้าห้องน้ำชายที่อยู่อีกฟากของสตูดิโอ เข้าไปในห้องน้ำห้องในสุด ลั่นกลอนล็อคประตูและนั่งลงบนโถส้วมอย่างหมดแรง ระหว่างทางที่ผมกำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ผมได้ยินเสียงไดจังตะโกนเรียกตามหลังผมแต่ผมไม่ได้สนใจ
ผมหายใจหอบจนตัวโยน หัวใจเต้นรัวแรงมากจนไม่รู้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะวิ่งหนีมาหรือเพราะเรื่องเมื่อกี้ที่เกิดขึ้นกันแน่ ผมไม่ถึงกับโกรธที่ยูโตะกับไดจังดูเหมือนจะวางแผงขึ้นมาแกล้งผมหรอก ปรกติเมมเบอร์ในวงยังเล่นกันมากกว่านี้อีก ความจริงผมไม่น่าวิ่งหนีมาแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ยิ่งวิ่งหนีมาแบบนี้ไดจังต้องสงสัยแน่ๆ ยูโตะคงไม่รู้เรื่องอะไรเพราะเค้าไม่ค่อยมีความรู้สึกละเอียดอ่อนกับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่..
ปรกติผมสามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นควรจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร หรือไม่ถ้าผมไม่มีทางออกหรือรู้สึกลังเล ผมจะไปปรึกษากับคนที่ผมสนิทและไว้ใจ แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ผมยังไม่สามารถพูดกับใครได้ อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่แม้กระทั่งตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรไปกันแน่
ตั้งแต่ในรถแท็กซี่วันนั้น จนถึงวันที่ยูโตะมานอนค้างบ้านผม มันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ปรกติในตัวผม ผมอยากที่จะพูดเรื่องนี้กับยูโตะตรงๆ แต่ติดที่ดูเหมือนยูโตะคงจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ และมันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเอามาพูดเลยด้วย
ผมก้มหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้างที่ยกขึ้นยันไว้ตรงหัวเข่าและถอนหายใจออกมายาวๆ
ผมชอบยูโตะนะ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบยูโตะแบบนั้น
“ยามะจัง... อยู่ในนี้รึเปล่า?”เสียงยูโตะดังก้องขึ้นในห้องน้ำ ผมสะดุ้งสุดตัวเพราะกำลังปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่
“ยามะจังเป็นอะไรรึเปล่า?”เสียงของยูโตะดูเป็นห่วงเล็กน้อย
ผมตัดสินใจลุกขึ้นยืนและปลดล็อคกลอนประตูห้องน้ำออกไปเผชิญหน้ากับยูโตะที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องน้ำพอดี
“เปล่าหรอก”ผมตอบโดยที่ไม่ได้สบตายูโตะ และเดินมาล้างมือในอ่างล้างมือ
“โกรธหรอ?”ยูโตะถาม
“ก็นิดหน่อยนะ ก็นายเล่นทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นนี่นา ก็นึกว่าไปทำอะไรให้รึเปล่า พอเห็นว่าแกล้งกันก็เลยอดโมโหไม่ได้น่ะ”ผมตอบด้วยน้ำเสียงกลางๆและหันกลับไปมองยูโตะโดยการโฟกัสมองไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งบนหน้าเค้าเพื่อที่จะเลี่ยงไม่ต้องสบตาตรงๆ
“โทษทีนะ ก็แค่เล่นสนุกๆน่ะ อย่าบอกนะว่ายามะจังใจเต้นแรงน่ะ?”ยูโตะทำหน้าทะเล้นและเอาหน้าเข้ามาใกล้ผม ผมรีบหันหน้าหนี
“ไอ้บ้า! ใจเต้นแรงอะไรเล่า!”ผมทำเป็นเหวี่ยงและตียูโตะไปทีหนึ่ง เค้าหัวเราะชอบใจและกอดคอผมโยกตัวไปมา
"เอาน่าๆ ตอนแรกที่ชั้นโดนเพื่อนนักแสดงที่ถ่ายละครด้วยกันแกล้งก็ตกใจแบบนี้แหละ นี่ตอนนี้จะไปแกล้งเคย์โตะอ่ะ ยามะจังสนมั้ย?”ยูโตะถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไร้สาระน่า”ผมพูด ยูโตะทำปากจู๋ทันที
“ไม่เห็นไร้สาระเลย ตอนนี้ฮิตมากเลยนะ ผู้หญิงใครๆเค้าก็อยากให้แฟนหรือผู้ชายที่ตัวเองชอบทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เราก็ต้องฝึกกันไว้ เผื่อได้ใช้ในอนาคต โฮะๆ”ยูโตะยกมือปิดปากหัวเราะเหมือนกระเทย
“ทำไปคนเดียวเหอะน่า”ผมเดินออกมาจากห้องน้ำและหัวเราะขำยูโตะไปด้วย
บางที เรื่องที่เกิดขึ้นมันอาจจะไม่มีอะไรจริงๆก็ได้ ถ้าจะคิดให้ดีๆมันก็เป็นอุบัติเหตุจริงๆ ผมน่าจะลองถามยูโตะดู
“นี่ยูโตะ”ผมหันหลังกลับไปเรียกยูโตะที่กำลังเดินตามหลังผมมาอยู่
“หือ?”เลิกคิ้วขึ้นสูงและมองมาที่ผม
“นายจำวันที่ชั้นนั่งแท็กซี่ไปส่งนายที่บ้านได้มั้ย?”ผมถามด้วยน้ำเสียงที่กึ่งสบายๆกึ่งจริงจัง
“ตอนที่นั่งแท็กซี่หรอ? อืม... ก็จำได้บ้างนะ ชั้นจำได้ว่ายามะจังไปส่งชั้นที่บ้าน”ยูโตะพูด
“แล้วจำอะไรได้อีกมั้ย?”ผมถามต่อ ยูโตะส่ายหน้า
“นายเกือบจะปล้ำชั้นในรถแหนะ!”ผมพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก ยูโตะทำตาโตก่อนจะหัวเราะก๊ากออกมา
“ฮ่าๆๆ เฮ้ยจริงดิ จำไม่ได้เลยอ่ะ”ยูโตะหัวเราะด้วยสีหน้าที่ไม่มีอะไรแอบแฝง ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกโล่งอก โล่งอกที่ได้พูดเรื่องที่เกิดขึ้นไป แต่ในใจกับรู้สึกเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่ายูโตะจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้
“แล้วเรื่องที่มานอนค้างที่บ้านชั้นล่ะ”ผมพูดขึ้นมาในทันที
“อ้อที่ยามะจังอุ้มชั้นเค้านอน แล้วที่ชั้นฝันใช่มั้ย?”ยูโตะชี้นิ้วมาที่ผมและทำท่านึก ผมรู้สึกถอดใจกับท่าทีปรกติของยูโตะทันที เพราะไม่มีทางที่เค้าจะจำได้แน่ๆ ผมควรจะลืมมันไปซะ ลืมแม่งไปให้หมดเลยนั่นแหละ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”ยูโตะมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตกใจ ผมปรับสีหน้าให้เหมือนปรกติแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับยูโตะโดยชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อที่จะได้ลืมเรื่องบ้าๆนั่นเสีย แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะลืมเรื่องนั้นเมื่อคนที่ก่อเรื่องเดินอยู่ข้างๆแบบนี้ ผมเผลอมองไปที่ปากยูโตะบ่อยมาก เป็นร้อยครั้งแล้วมั้ง บ่อยมากจนผมหงุดหงิดตัวเองที่เป็นแบบนี้
พอกลับมาที่ห้องแต่งตัว ไดจังก็มองผมด้วยท่าทางที่เกร็งๆ แต่พอเห็นผมเดินเข้าไปคุยปรกติก็มีท่าทีดีใจ ถือว่าเป็นแผนการที่ฉลาดนะ ผมว่าไดจังรู้ดีว่าผมไม่ค่อยกล้าที่จะโกรธยูโตะ เพราะถ้าเป็นเค้าผมมักจะใส่ไม่ยั้งเสมอ ความสนิทของผมกับไดจังมีมากพอกับจำนวนที่ทะเลาะกันที่ค่อนข้างบ่อย ผมโกรธไดจังบ้าง ไดจังโกรธผมบ้าง ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง
แต่ผมรู้สึกแปลกใจอยู่เรื่องนึง ยูโตะไม่ใช่คนที่จะเอ่ยปากขอโทษได้ง่ายๆถ้าเรื่องนั้นตัวเองไม่ได้เป็นคนผิดจริงแต่ครั้งนี้กลับขอโทษผม เมื่อก่อนสมัยที่พึ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน ผมเคยทะเลาะกับยูโตะ จำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นใครเป็นฝ่ายผิด แต่ผมจำได้ว่าผมเป็นฝ่ายขอโทษ ส่วนยูโตะก็ไม่ได้พูดขอโทษอะไรเลยสักนิด ตอนนั้นนี่ผมหมั่นไส้มากถ้าไม่เห็นว่าไม่อยากรู้สึกค้างคาใจผมคงไม่ยอมเค้าด้วยเหมือนกันน่ะแหละ
ระหว่างที่นั่งให้สไตลิสต์จัดแต่งทรงผมให้ได้ตามที่ผมต้องการ ผมก็ค้นพบว่าการคิดถึงเรื่องในอดีตของผมกับยูโตะช่วยทำให้ผมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
หลังจากเลิกงานผมก็ตั้งใจว่าจะแวะไปร้านเสื้อผ้าสักหน่อย ไดจังก็วิ่งปรู้ดออกมาขวางทางผมเอาไว้
“อะไร?”ผมมองเค้าอย่างงงๆ ไดจังมองซ้ายมองขวาแล้วกอดคอผมดึงตัวผมเข้าไปใกล้
“บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าเกิดอะไรขึ้น ชั้นจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วนะโว้ยย!”ไดจังโวยวาย
“ห๊ะ? ให้ตายดิ ทนอะไรวะ? แกนี่มันน่ารำคาญจริงๆเลยว่ะ”ผมพยายามดันหน้าไดจังออกห่าง แต่ไดจังกลับขืนตัวเอาไว้และจ้องมองผมด้วยตากลมดำใสแจ๋วแป๋วเหมือนลูกแมวกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เฮ้ ยามะจัง! ไดจัง!”จู่ๆยูโตะก็โผล่มาจากทางด้านหลังแล้วกอดคอผมบ้าง แถมยังเอาหน้าเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นซอสโชยุลอยหึ่งมาจากปากที่ยังเคี้ยวอะไรสักอย่างอยู่ตุ้ยๆ
“ออกไปน่า ไม่ใช่เรื่องของนาย”ผมผลักยูโตะออกห่าง ยูโตะขมวดคิ้ว
“อะไรอ่ะๆ มีความลับอะไรกัน บอกเค้ามั่งสิๆ”ยูโตะพุ่งเข้ามาหาผมใหม่อีกรอบ ผมมองไปที่ปากของยูโตะที่กำลังเคี้ยวอยู่
“สกปรกน่ะนายน่ะ อย่าพูดตอนกินสิ!”ไดจังโวยวายใส่ยูโตะ ยูโตะทำหน้าล้อเลียนไดจังและหันมามองผมที่เผลอมองปากยูโตะอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ผมเรียกสติตัวเองกลับมา
“เออ สกปรกน่า”ผมพูดและดันตัวยูโตะออกห่าง
“อะไรอ่ะ โดนยามะจังพูดแบบนี้ ชั้นเสียใจน้า”ยูโตะเกาะแขนผมเหวี่ยงไปมาและยืนเอาหัวเข่าชิดกันด้วยท่าทีที่เหมือนผู้หญิง
ผมยิ้มออกมากับท่าทางแบบนั้นของยูโตะ ยาบุคุงเดินออกมาเรียกให้ยูโตะกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว ผมมองตามหลังยูโตะจนเค้าวิ่งหายเข้าไปในห้องแต่งตัว
“นี่!”เสียงไดจังเล่นเอาผมสะดุ้ง
“อะ..อะไรวะ”ผมร้อง
ไดจังมองผมด้วยสายตาที่ทำให้ผมไม่กล้าสบตาเค้าทันที สายตาที่ดูรู้ทันและก็ดูเงียบสงบของไดจังมันทำให้ผมรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ไดจังค่อนข้างเอาจริงอยู่เหมือนกัน
“ถ้าไม่บอกก็ได้ ไม่เป็นไร”ไดจังพูดและเดินไปที่ทางออก ผมรู้สึกเย็นไปทั้งตัว โอ๊ย.. อย่ามางอนอะไรตอนนี้ได้มั้ยเนี่ย
“ก็ได้ๆ แวะที่ร้านเค้กแถวนี้ก็แล้วกัน”ทันทีที่ผมพูดจบ ไดจังก็หันมายิ้มกว้างให้ผมทันที เค้าไม่ถามผมซะด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องไปที่ร้านเค้ก ซึ่งถ้าเป็นปรกติเค้าคงบ่นไปแล้ว ผมค่อนข้างชอบกินเค้กมาก ปรกติผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยกินของหวาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ชายที่ไม่ชอบกินของหวานเลยนี่นา ผมว่ามันอร่อยดี บางทีก็รู้สึกคลายเครียดด้วย ผมพึ่งได้บัตรส่วนลดมาจากพี่สาวเมื่อเดือนก่อน บัตรใกล้จะหมดอายุแล้วด้วย ถือโอกาสนี้ไปเลยก็ดีเหมือนกัน
เรามาถึงที่ร้านเค้กตอนประมาณสี่โมงครึ่ง น่าแปลกที่ผมรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมยังรู้สึกไม่พร้อมที่จะเล่าเรื่องยูโตะให้ใครฟัง แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าถ้าเล่าให้ไดจังฟัง ผมคิดว่าเค้าก็คงคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ และผมก็รู้จักไดจังดี ถ้าผมจริงจังและบอกว่าเรื่องนี้ผมบอกไดจังเป็นคนแรก เค้าก็คงไม่บอกใคร
ผมนั่งลงที่โต๊ะทรงกลมตัวหนึ่งที่ตั้งติดหน้าร้าน ผมสั่งเค้กหน้าสตอเบอรี่หวานฉ่ำ ส่วนไดจังสั่งแค่น้ำเมลอน ของที่สั่งถูกยกเสิร์ฟหลังจากที่นั่งรอได้ไม่นานนัก ผมตักสตรอเบอร์รี่ชิมก่อนเป็นอย่างแรก ความหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมของสตรอเบอร์รี่ทำเอาผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว มันอร่อยมากจริงๆ
“ว่าไง”ไดจังเริ่มเปิดประเด็นทันที
“แกจำวันที่ชั้นนั่งแท็กซี่ไปส่งยูโตะได้ป่ะ?”ผมเริ่มเล่า ไดจังพยักหน้า
“ระหว่างทางน่ะ ยูโตะเมาไม่รู้เรื่องแล้วก็จะจูบชั้นกลางแท็กซี่ โคตรจะกลุ้มกับหมอนั่นจริงๆ”ผมตักเค้กอีกคำเข้าปาก ไดจังขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมตักเค้กเข้าปากต่ออีกคำเคี้ยวจนหมดปากก็เริ่มพูดต่อ
“แล้ววันที่ยูโตะมาค้างที่บ้านน่ะ ก็เกิดเรื่องแบบนั้นอีก แกก็รู้นี่ว่าหมอนี่เวลาเมาจำอะไรได้ที่ไหน สงสัยคงเห็นว่าชั้นเป็นผู้หญิงล่ะมั้ง ปรกติก็ชอบทำแบบนั้นกับเมมเบอร์บ่อยด้วยนี่”ผมเล่าข้ามประเด็นสำคัญไป
“ก็จริงที่ยูโตะทำแบบนั้นกับเมมเบอร์ในวงบ่อยนะ แต่ว่า...”ไดจังแย้งขึ้นมา ผมละสายตาจากเนื้อครีมสีขาวขึ้นมองไดจังที่มีสีหน้าครุ่นคิด
“ทำไมหรอ?”ผมซัก
“เวลาเล่นกับแกมันดูไม่เหมือนกับคนอื่นว่ะ”คำพูดของไดจังเป็นสิ่งที่ผมพึ่งรู้สึกขึ้นมาได้ในช่วงเวลาหลังๆมานี้
“หมายความว่าไง?”ผมถามด้วยความอยากรู้เพราะสิ่งที่ไดจังรู้สึกนั้นเหมือนกันกับผม แต่ไดจังกลับทำหน้าลังเลและมองมาที่ผมด้วยสายตาชั่งใจ มันเป็นสายตาที่ผมอ่านออกว่าไดจังรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะพูดออกมาดีหรือเปล่า และในที่สุดไดจังก็พูดออกมา
“ก็แบบมันให้ความรู้สึกนั้นอ่ะ”คำพูดของไดจังดูธรรมดามากจนผมเลิกติดใจกับประโยคก่อนหน้านี้ที่เค้าพูดทันที
“คิดไปเองเปล่า”ผมว่า ไดจังเงียบไป เค้าหยิบน้ำเมลอนขึ้นมาดื่ม
“สรุปแกคิดมากเรื่องนี้หรอ?”ไดจังทำสีหน้าเหมือนอยากให้ผมเล่าต่อ และก็ดูสงสัยนิดๆว่าผมเล่าหมดทุกอย่างหรือเปล่า ผมคิดว่าเค้าคงรู้ว่าผมไม่ได้เล่าให้ฟังทั้งหมด
“ก็แกคิดดู โดนผู้ชายที่เจอหน้ากันตั้งแต่เด็กทำอะไรแบบนั้น ใครมันจะไม่รู้สึกแปลกๆวะ ร้อยทั้งร้อยก็ขนลุกกันทั้งนั้นแหละ”ผมพูด
“แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แกก็ไม่น่าเป็นแบบนี้นะ”คำพูดของไดจังจี้ใจดำผมเข้าอย่างจัง ผมพูดไม่ออก และรู้สึกได้ในทันทีว่าไดจังสามารถประติดประต่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นที่ผมจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงให้ฟังทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ
“ยูโตะจูบนายจริงๆแล้วหรอ”คำพูดต่อมาของไดจังทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง
“บ้าหรอ!”ผมโวย
“แลกลิ้นกันเลยดิ”น้ำเสียงของไดจังราบเรียบและไร้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับคำพูดที่ติดเรต ผมรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ไปทั่วทั้งแก้ม ในหัวของผมจินตนาการถึงภาพของตัวเองกับยูโตะจูบกันอย่างเร่าร้อนบนฟุตงที่เป็นสถานที่เกิดเหตุวันนั้น
“พูดอะไรของแกวะ! แค่ปากแตะกันเฉยๆโว้ย!”ผมอายมากจนหลุดพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว
ไดจังทำตาโต อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง สีหน้าตกใจสุดขีด
“เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้น คือหมายถึง ไม่ใช่แบบนั้นนะ มะ..ไม่ใช่เลยไม่ใช่ๆ”ผมรีบปฏิเสธจนลิ้นพันกัน แก้มร้อนจี๋มากจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ไหลลงข้างขมับ
“จริงดิ”ไดจังทำหน้าตกใจมาก ไม่ได้ฟังในสิ่งที่ผมพูดไปเลยสักนิด
“มันก็เป็นอุบัติเหตุเปล่าวะ ตอนนั้นชั้นก็แค่อุ้มยูโตะไปนอนที่ฟุตงเฉยๆแล้วไอ้บ้านั่นก็ล็อคคอชั้น มันก็เลยโดนกัน”ผมแย้ง
“อะไรโดนกัน!? มีมากกว่านี้อีกหรอ!”ไดจังขึ้นเสียงสูง ตาถลึงโตเหมือนลูกกอล์ฟ
“ไม่ใช่ๆ อะไรของแกวะ ฟังดีๆนะเว้ย? ตอนนั้นยูโตะแม่งเมา แล้วชั้นก็อุ้มยูโตะไปนอนที่ฟุตง แล้วก็แค่ตอนนั้น ช่วงเวลานั้นแปบเดียวเองด้วยซ้ำ!”ผมลุกขึ้นยืนอธิบายให้ไดจังฟังเสียงดังจนรู้สึกได้ถึงสายตาของผู้หญิงรอบตัวที่เริ่มมองมาที่ผมด้วยสายตาแปลกๆ
ผมรีบนั่งลงและกระแอมเบาๆด้วยความอาย
“แกไม่เคยอุ้มชั้นเข้านอนเลยด้วยซ้ำตอนที่ชั้นไปค้างบ้านแก! แถมยังปล่อยให้นอนบนพื้นแข็งกระเป๊กอีก!”ไดจังกอดอกพูดท่าทีดื้อดึงและดูหัวรั้นขึ้นมาจนทำให้ผมนึกถึงเม่นแคระที่ริอาจคิดจะต่อสู้กับเม่นป่า
“แต่ชั้นเอาผ้าห่มมาห่มให้นะเว้ย? ชั้นจะพาแกเข้านอนแต่แกโวยวายแถมเตะชั้นจนกลิ้งหลุนๆขากับแขนแทบจะพันกันด้วยซ้ำ”ผมเถียง แต่ลดเสียงลงกว่าก่อนหน้านี้มาก
“จะ ‘พา’ เข้านอน ทั้งที่ชั้นเมานี่นะ? ยุติธรรมมาก กับจิเนนก็เหมือนกัน”ไดจังกอดอกแน่นกว่าเดิมและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“เออ ขอโทษ”ผมพูด แต่ไม่ได้พูดมาจากใจ ผมแค่รู้สึกอยากจบๆการเถียงกันที่ไร้สาระนี้ไปซะ ไดจังเองก็รู้ว่าผมเริ่มรู้สึกรำคาญก็เลยเงียบไป
ผมนั่งกินเค้กจนหมดโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ไดจังก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยเหมือนกัน
“คิดเงินเลยมั้ย? เดี๋ยวมื้อนี้ชั้นเลี้ยงเอง”ผมทำท่าจะลุกขึ้น แต่ไดจังฉุดแขนผมเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน นั่งลงก่อน”เสียงของไดจังดูสงบลงเยอะ เค้ามองผมด้วยสายตาที่จริงจัง
“แล้วยูโตะรู้เรื่องนี้รึเปล่า?”คำถามของไดจังตรงมากจนผมอึกอักพูดออกมาไม่เป็นคำ เค้าปล่อยมือออกจากแขนผมด้วยท่าทีที่รู้แล้วว่าคำตอบคืออะไร เมมเบอร์ทุกคนรู้ดีว่าเวลาที่ยูโตะเมามากๆมักจะจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายถ้าจะให้ยูโตะดื่มนอกบ้าน แต่ผมว่ายูโตะก็คงรู้ดีว่าตัวเองควรจะระมัดระวังตัวเองยังไงนะ
“แกปล่อยให้เรื่องคาราคาซังแบบนี้ได้ไง ควรจะพูดเรื่องนี้กับยูโตะตรงๆนะ”ไดจังพูด
“ชั้นถามยูโตะแล้ว แต่ยูโตะจำอะไรไม่ได้เลย ชั้นเล่าให้ฟังแค่เรื่องในแท็กซี่ แต่ไม่ได้เล่าเรื่องหลังจากนั้นทั้งหมด จู่ๆให้ไปเล่าเรื่องที่จำไม่ได้มันก็ยังไงอยู่ใช่ป่ะล่ะ เห็นว่าจำไม่ได้ด้วยก็เลยไม่ได้พูดไปอ่ะ”ผมรีบพูด
“ถึงจะจำไม่ได้ก็ควรจะบอก”ไดจังทำน้ำเสียงจริงจัง
“ควรจะบอกใช่มั้ย? แต่มันจะดีหรอวะ”ผมยกมือขึ้นจับปากของตัวเองอย่างลืมตัว ไดจังมองมือผม ผมจึงรีบทำเป็นใช้มือเช็ดขอบปากแทน
“ดี ควรบอก แกดูไม่สบายใจมากช่วงนี้”ไดจังพูด
“จริงหรอ”ผมพึมพำ รู้สึกไม่แน่ใจและก็กังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ถามอะไรอย่างนึงดิ”ไดจังพูดขึ้น ผมละสายตาจากจานเค้กที่เหลือเพียงเศษครีมมองไปยังไดจัง
“หือ?”
“ไม่ใช่ว่าแกชอบยูโตะแบบนั้นไปแล้วหรอกนะ?”
วีนัส : เป็นยังไงบ้างเอ่ย
กับยูโตะยามะทำคาเบะดอน เรื่องจริงไม่ทำกันสักทีเลยแต่งซะเลย ฮ่าๆ
เผอิญเมื่อวานนี้(วันที่30)เราได้ฟังเรดิโอที่ยามะจังจัดแบบเพิ่มเติม แล้วมีเมล์จากแฟนคลับถามเรื่องคาเบะดอนพอดีเลย แฟนได้ถามยามะจังว่าถ้าผู้หญิงถูกผู้ชายทำก็รู้สึกใจเต้น แล้วผู้ชายรู้สึกยังไงกัน
ซึ่งยามะจังได้ตอบเรื่องนี้ไว้ว่า"ในชีวิตจริงผมเองก็ไม่เคยเห็นคนทำคาเบะดอนกันจริงๆหรอกนะ มันเป็นละครนี่ สำหรับผมถ้าเป็นในละครโดนทำคาเบะดองก็คงโอเค แต่ว่าถ้าโดนทำในชีวิตจริงก็คงรู้สึกกลัวใช่มั้ยล่ะ ผู้ชายก็คงไม่รู้สึกใจเต้นหรอกนะ แต่ถ้าให้สลับตำแหน่งกันโดยให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายทำ ก็มีเปอร์เซ็นต์ที่ผมจะรู้สึกชอบเธอขึ้นมาสูงเลยนะ แล้วถ้าผู้หญิงที่ทำคาเบะดอนกับผมเป็นคนที่ตรงสเปคผมมาก ผมจะรู้สึกใจเต้นเลย อย่างนี้ก็เท่ากับว่าผมรู้สึกใจเต้นแรงสินะ แต่มันก็ต้องรู้สึกสิ ก็หน้ามันอยู่ใกล้กันมากนี่นา ถ้าโดนทำคาเบะดอนผมคงรู้สึกอยากจูบเธอขึ้นมาจริงๆแน่ๆ นี่ผมพูดอะไรของผมอยู่กันแน่เนี่ย"
ยามะจังตัวจริงเองก็ค่อนข้างจะมีโหมดจิ้นไปเองเยอะพอสมควร ชอบสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองและคุยเป็นตุเป็นตะ น่ารักดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ
ทอร์คตอนนี้ดูยาวๆเลยพอแปลเรดิโอของยามะจังลงมาด้วย

ฮ่าๆ ตอนที่ 8 จะเป็นตอนแรกของเรื่องนี้ที่จะเป็นส่วนที่บรรยายในมุมความรู้สึกของยูโตะนะคะ
ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นส์มากเลยนะคะ อ่านแล้วมีกำลังใจมากเลย เดี๋ยวจะทยอยตอบคอมเม้นส์ทุกคนน้า 
แล้วเจอกันตอนหน้านะจ้า จะพยายามมาอัพฟิคมาลงเรื่อยๆน้าา 

[Fiction] ไดอารี่ของยามะจัง & ยูโตะ 2014 ตอนที่ 6
- 2014/11/30 Sun|
- [Fiction]ไดอารี่ของยามะจัง&ยูโตะ 2014
- |CM:10
- |EDIT
ผู้แต่ง : วีนัส
คู่ : นากาจิม่า ยูโตะ
ยามาดะ เรียวสุเกะ
-6-
ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงตัวเองออกมาจากอ้อมแขนของยูโตะ ทันทีที่ผมหลุดรอดเป็นอิสระ ยูโตะก็พลิกตัวนอนตะแคงข้างหลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมลุกขึ้นยืน ตัวเบาโหวง รู้สึกเหมือนในสมองมีแต่ฟองอากาศผุดขึ้นมาดันพลิกสมองกลับด้าน ผมคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งแข็งอยู่แบบนั้น เหมือนยังรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้..
ผมกับยูโตะ.. จูบกัน..แล้ว เสียงเล็กๆในตัวผมดังขึ้น ไม่สิ มันไม่ใช่การจูบหรอก มันเป็นอุบัติเหตุชัดๆ เสียงที่ดังกว่าในตัวผมแย้งขึ้นมา ผมเดินวนไปวนมาในห้องพยายามเรียกสติตัวเองกลับมา แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปจริงๆ มันสับสนไปหมด ผมทั้งรู้สึกตกใจและเกลียดตัวเองที่ดันรู้สึกใจเต้นแรงกับจูบครั้งแรกของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่แปลก แปลกแบบชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับยูโตะเลย แต่ผมปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะตั้งแต่ตอนที่อยู่ในแท็กซี่แล้วก็ได้
“ไม่หรอก”ผมพูดออกมาเพื่อให้ตัวเองได้ยิน เพื่อสงบสติตัวเองให้ค่อยๆคิดกับเรื่องที่ขึ้น ผมเดินออกจากห้องกลับไปที่ห้องนั่งเล่น เก็บล้างทำความสะอาดข้าวของที่กินกันจนสะอาด ผมมักจะรู้สึกสงบอย่างประหลาดในบางทีที่ได้ทำให้ตัวเองยุ่งหรือเพ่งสมาธิไปที่อะไรสักอย่างนึง เพื่อที่จะไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองคิดอะไรไปเรื่อย
ผมเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันอยู่ในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง ผมใช้เวลาที่นอนแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำทำให้ตัวเองรู้สึกสงบ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีทางที่ยูโตะจะรู้ตัวแน่ๆว่าตัวเองทำอะไรลงไป...
“ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจที่เล่าให้ฟังนะ”
สายตาที่อ่อนโยนของยูโตะตอนที่ปลอบผมที่กำลังคิดมากเรื่องงาน ผมมั่นใจว่าตอนนั้นยูโตะไม่ได้เมาจนไม่มีสติ ยูโตะตั้งใจฟัง และดูเป็นยูโตะแบบปรกติที่ไม่ได้เมา
ผมรู้สึกได้ถึงนิ้วโป้งสากนิดๆของยูโตะที่ลูบบนแก้มทั้งสองข้างของผมเบาๆ มันเป็นความรู้สึกที่นุ่มนวลและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยมากเหลือเกิน ผมดีใจที่ยูโตะปลอบผมในตอนนั้น
พอผมออกมาจากห้องน้ำก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที ความง่วงเข้าโจมตีผมจนผมไม่มีแรงคิดอะไรต่อ ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับอย่างรวดเร็ว
เสียงโทรศัพท์มือถือดังปลุกแต่เช้า ผมเอื้อมมือคลำไปหาโทรศัพท์ที่วางชาร์ตแบตไว้ข้างหัวเตียง และกดเลื่อนหน้าจอเพื่อปิดเสียงตั้งปลุก ตอนนี้เกือบ 9 โมงแล้ว ผมเป็นคนที่ตื่นง่ายแม้ว่านอนดึกแค่ไหนก็มักจะไม่ค่อยมีปัญหาต่อการตื่นนอนของผมสักเท่าไหร่ นอกจากจะเพลียจัดมากจนลุกไม่ไหวจริงๆ
ผมขยี้ตาและหย่อนขาทั้งสองข้างลงจากเตียง ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา ผมมองไปทางขวาก็เห็นยูโตะเงยหัวฟูๆขึ้นมาจากหมอนด้วยท่าทีงงๆ
“เอ๊ะ?”ยูโตะยันตัวลุกขึ้นนั่งและเกาหัวอย่างงงๆ แก้มข้างซ้ายเป็นรอยยับเพราะรอยผ้าที่ขดเป็นมวนกลมๆบนฟุตง
“ทำไมมาอยู่บนฟุตงได้ล่ะ?”ยูโตะหันมาถามผมด้วยเสียงแหบพร่า
“เมื่อคืนจู่ๆนายก็หลับไปน่ะ ชั้นก็เลยอุ้มเข้ามาในห้อง”ผมตอบ พยายามรวบรัดคำพูดให้กระชับและอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างสั้นๆที่สุด
“หลับไปหรอ?”ยูโตะสบตาผม ผมรู้สึกเสียววาบกับสายตาของยูโตะเลยแกล้งทำเป็นหันไปมองกระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนเพื่อหลบสายตาของยูโตะ ผมยังรู้สึกอุ่นๆที่ปากเหมือนพึ่งจูบกับยูโตะเมื่อกี้เองด้วยซ้ำ
“อื้อ หลับไปน่ะ”ผมตอบไปตามน้ำแต่ยังไม่กล้าหันกลับไปมองยูโตะตรงๆอยู่ดี ผมเลยแกล้งทำเป็นเหมือนหาของบนโต๊ะเครื่องแป้ง ทั้งที่ปรกติกิจวัตรประจำวันของผมคือลุกขึ้นจากเตียง และรีบไปล้างหน้าล้างตาเพื่อจะได้บำรุงหน้าและจัดแต่งทรงผมก่อนออกจากบ้าน แต่ผมไม่มีความกล้าพอที่จะเดินตัดผ่านยูโตะที่นอนอยู่ตรงระหว่างทางเดินไปได้เลย
“เมื่อคืนนี้..”จู่ๆยูโตะก็พูดขึ้นมา ผมเกือบทำกระป๋องแป้งที่พึ่งหยิบขึ้นมาหลุดออกจากมือ คอผมแห้งผากไปด้วยความตื่นเต้น
“อะไรหรอ..”ผมพยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปรกติ
“ชั้นฝันแปลกๆด้วยแหละ นี่ๆยามะจังหันหน้ามาสิจะเล่าให้ฟัง”เสียงยูโตะแฝงไปด้วยความขี้เล่นและเชื้อเชิญให้ผมหันกลับไปมอง
“อ้อ หรอ เรื่องอะไรล่ะ?”ผมหันหลังกลับมามองยูโตะที่นั่งหลังตรงอยู่บนฟุตง ยูโตะมีท่าทีกระตือรือร้นเหมือนเด็กน้อยๆ
“มานี่สิๆ”ยูโตะกวักมือเรียกให้ผมเดินเข้าไปหา ถ้าเป็นปรกติผมคงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อคืนมันเกิดเรื่องที่ไม่ปรกติกับผม แต่ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธท่าทีนั้นของยูโตะ ผมเดินไปนั่งข้างๆยูโตะบนฟุตง
“เมื่อคืนชั้นฝันแปลกมากเลยว่ามีเจ้าหญิงมาอุ้มชั้นล่ะ สรุปคือยามะจังเองสินะ ฮ่าๆ แล้วในฝันชั้นเป็นเจ้าชายด้วยนะ ใส่ชุดมีผ้าคลุมขลิบทองอย่างเท่เลย แล้วจู่ๆชั้นก็โดนยาพิษแล้วก็หลับไปล่ะ เจ้าหญิงก็เลยอุ้มขึ้นมาที่ไหนสักที่แล้วจุมพิตชั้นล่ะ อ๊ายย เขินชะมัดเลย ฝันอะไรก็ไม่รู้”ยูโตะเอามือตีแขนผมและทำท่าเขินอาย
“นายจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยหรอ?”ผมถามออกไปอย่างลืมตัว
“ก็คงจะจำไม่ได้เลยนะ ชั้นจำได้ว่าชั้นนั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาตอนเช้าแล้วอยู่บนฟุตงแล้วนี่แหละ”ยูโตะตอบด้วยสายตาที่ปรกติและไม่ได้มีอะไรแอบแฝง ผมรู้สึกโกรธขึ้นมาที่เค้าจำอะไรไม่ได้เลยแต่ผมกลับจำได้หมดทุกอย่าง แล้วมาบอกว่าฝันว่ามีเจ้าหญิงมาจุมพิตทั้งที่ก็รู้ว่าผมเป็นคนอุ้ม ไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกบ้างรึไง!
“นายเมาไม่รู้เรื่องเลย!”ผมเผลอตะโกนใส่ยูโตะ ยูโตะทำหน้าตกใจ
“ชั้นเมาขนาดนั้นเลยหรอ?”ยูโตะถาม
“อือ”ผมลุกขึ้นยืน แต่ยูโตะดึงข้อมือให้ผมกลับมานั่งเหมือนเดิม
“แต่ชั้นจำที่ยามะจังร้องไห้ได้นะ ไม่ลืมแน่ๆ”เสียงของยูโตะดูเป็นห่วงเป็นใยจนผมต้องจำยอมกลับไปนั่งข้างๆเค้าตามเดิม
“ชั้นดีใจนะที่ยามะจังยอมเล่าให้ฟัง ปรกติเราไม่ค่อยได้คุยกันในเวลาส่วนตัวเท่าไหร่เลยนี่ช่วงนี้ บางทีบางครั้งชั้นอาจจะเป็นผู้พูดที่ดีมากกว่าผู้ฟังในบางครั้ง แต่ถ้ายามะจังมีอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้ฟังได้นะ”ยูโตะบีบไหล่ผมเบาๆ ผมพยักหน้าพยายามขับไล่เรื่องจูบเมื่อคืนออกไปจากหัว แต่เรื่องใหม่กลับแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง
อย่างนั้นก็แสดงว่าที่ยูโตะเช็ดน้ำตาให้ผมเมื่อคืน เค้าก็ทำโดยที่ยังจำได้อยู่น่ะสิ?
เอ๊ะ.. ทำไมผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมานะ มันไม่มีอะไรเลยสักหน่อยนี่...
ผมพยายามข่มความรู้สึกตัวเองที่กำลังสับสน... ผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกอยากอ่อนแอ อยากให้ยูโตะปลอบ ผมรู้สึกดีที่ยูโตะทำแบบนั้นกับผม มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน และผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกแบบนั้นไปได้
หลังจากที่ยูโตะกลับบ้านไปแล้ว ผมก็เตรียมตัวสำหรับเข้ากองถ่ายละครเรื่องคินดะอิจิต่อ ผมลืมเรื่องยูโตะไปได้ชั่วคราวเมื่อกลับไปท่องบททั้งหมดอีกครั้ง ผมใช้เวลาท่องอยู่เกือบสองชั่วโมง จนมั่นใจว่าจำได้แม่นจึงแต่งตัวออกจากบ้าน
ผมกลับมาถึงบ้านเกือบๆเที่ยงคืนครึ่ง หมดแรงจนแทบอยากจะนอนทิ้งตัวบนเตียงทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำเลยด้วยซ้ำ ผมหยิบน้ำเย็นๆจากตู้เย็นมาดื่ม ระหว่างที่เปิดดูข้อความแชตกลุ่มของจั้มพ์ไปด้วย ยูยะส่งข้อความมาบอกว่าวันนี้อยู่ในสระน้ำทั้งวันเลย ซ้อมกันหนักมาก แต่ยูยะไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะชอบการว่ายน้ำอยู่แล้ว ยูโตะไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ถ่ายละครมากนัก ความจริงแล้วผมแทบจะไม่ค่อยได้เห็นยูโตะตอบไลน์กลุ่มในช่วงนี้เลย ตั้งแต่วันนั้นผมก็ส่งข้อความหายูโตะตามปรกติ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีก กว่าจะได้เจอหน้ากันคงจะเป็นช่วงที่ได้ถ่ายแบบลงนิตยสารด้วยกันทั้งวง
ผมวางแก้วน้ำที่เหลือน้ำอยู่ครึ่งแก้วลงบนโต๊ะ พิงหลังลงบนพนักโซฟาที่บุจากหนัง ถอนหายใจออกมา แต่ก็ต้องตกใจกับความรู้สึกของตัวเอง
ทำไมผมถึงรู้สึกเหงาแปลกๆ...
ผมพยายามลืมความรู้สึกนั้นโดยการส่งข้อความหาจิเนน แล้วจิเนนก็ตอบข้อความผมกลับมาในทันที จากนั้นเราก็โทรหาเค้าพูดคุยกันในเรื่องทั่วๆไป เสียงของจิเนนทำให้ผมรู้สึกร่าเริง เค้าคุยว่าพรุ่งนี้หลังจากที่อัดเทปรายการ School Kakumei เสร็จไปทานราเมงกับฮิคารุคุงกัน ผมตอบตกลงแทบจะในทันที เพราะพรุ่งนี้หลังจากที่อัดรายการผมก็ไม่มีถ่ายละคร ผมยังไม่อยากกลับถึงบ้านเร็วเท่าไหร่ด้วย
ผมมาถึงสตูดิโอประมาณสิบโมงกว่าๆ นั่งดูสคริปและตารางเวลาคร่าวๆในห้องเตรียมตัวกับฮิคารุคุงแล้วก็จิเนน ฮิคารุคุงกำลังทานข้าวปั้นที่รายการเตรียมเอาไว้ให้อยู่ ส่วนจิเนนจำท่าเต้นคร่าวๆของเพลงใหม่ที่จะแสดงในช่วงไลฟ์ของรายการ
“เออ เมื่อวานชั้นบังเอิญเจอยูโตะที่ร้านอาหารด้วยอ่ะ มากับเพื่อนที่ถ่ายละครด้วยกัน ดูสนิทกันมากเลย แต่ก็สมกับเป็นหมอนั่นล่ะนะ”ฮิคารุคุงพูดขึ้นและกัดข้าวปั้นเข้าไปเต็มปาก
ผมพยักหน้าเออออที่ฮิคารุคุงพูดโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ฮิคารุคุงก็พูดต่อขึ้นมาว่า
“หมอนั่นดูเหนื่อยๆยังไงก็ไม่รู้ คนอื่นชวนไปเที่ยวต่อก็ไม่กล้าปฏิเสธด้วยดูจากท่าทางตอนนั้น ชั้นเห็นท่าทางหมอนั่นแปบเดียวก็รู้และ ก็เล่นต้องอยู่เข้าฉากซีนที่ต้องว่ายน้ำแข่งกันตั้งแต่เช้าถึงดึกๆเลยนี่นา ให้ตายยังไงชั้นก็ไม่มีทางแสดงละครที่เกี่ยวกับการว่ายน้ำได้แน่ๆ”ฮิคารุคุงทำสีหน้าสะพรึงกลัว แต่น้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความชื่นชมในความพยายามของยูโตะ ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักฮิคารุคุงดีพอคงจะฟังไม่ออกง่ายๆ
“งั้นหรอ”ผมพูด จิเนนนั่งลงข้างๆและชี้ให้ผมช่วยหยิบขวดน้ำชาที่อยู่ใกล้ตัวผมส่งให้
“ยูยะบอกว่ายูโตะอ้วกในห้องน้ำด้วยเมื่อวันก่อน”ฮิคารุคุงเล่า คำพูดของฮิคารุคุงเหมือนกรีดเข้าไปตามผิวหนังของผมจนขาดเป็นริ้วๆ ผมรู้สึกเป็นห่วงยูโตะขึ้นมาทันที
“แล้วเป็นอะไรมากรึเปล่า? วันนี้ไปถ่ายละครด้วยใช่มั้ย ตอนที่เจอสีหน้าดูแย่มากมั้ย? แล้วฮิคารุคุงไม่ได้บอกยูโตะไปหรอว่าให้ระวังเรื่องสุขภาพด้วยน่ะ หมอนั่นต้องให้มีคนคอยบอกตลอดเลยนะทำตัวเหมือนเด็กต้องให้คนอื่นคอยดูแล คราวก่อนก็เป็นไข้ด้วยนี่”ผมพูดรัวออกมาเป็นชุดโดยไม่ได้หายใจ ผมพูดเร็วมากจนแม้กระทั่งแต่ตัวผมเองยังตกใจ
ฮิคารุคุงพ่นลมออกมาจากทางจมูก ดูเค้าจะตลกกับคำพูดที่รัวเร็วในชั่วอึดใจเดียวของผมที่ฟังดูเหมือนโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังที่ต้องพูดในเวลาที่จำกัด
ผมมองท่าทีของฮิคารุคุงอย่างอดรู้สึกหงุดหงิดไปไม่ได้
“ลองไลน์ถามไปดูสิ อาจจะตอบก็ได้นะ แต่คนอย่างหมอนั่นคงไม่บอกง่ายๆหรอกว่าเป็นอะไรน่ะ”ฮิคารุคุงว่า
“อื้อ จะลองดูนะ”ผมรีบหยิบโทรศัพท์ออกมากดส่งข้อความหายูโตะและรอจนกระทั่งถึงคิวต้องไปอัดรายการ ยูโตะก็ไม่ได้ตอบกลับมา
ผมมาที่ร้านราเมงกับฮิคารุคุงและจิเนนหลังจากที่อัดรายการเสร็จ ผมยังคงรู้สึกพะวงกับโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ก็เลยไม่ค่อยได้สนใจอะไรรอบตัวเท่าไหร่
“เวลากินอย่าเอาโทรศัพท์มาเล่นสิ!”ฮิคารุคุงดุและตีมือผมพลางสั่งให้ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าด้วยสายตา
“เรียวสุเกะดูเป็นห่วงยูตี้จังเลยนะ”จิเนนพูดขึ้นมา
“เป็นห่วงสิ ก็คราวก่อนก็ดูไม่ค่อยสบายนี่หว่า”ผมตอบตามความรู้สึก
“เอาเถอะๆ หมอนั่นไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอกันแล้วนี่”ฮิคารุคุงว่า
เป็นความจริงที่พรุ่งนี้เรามีถ่ายแบบลงนิตยสารประจำเดือนกัน ทั้งๆที่ผมก็รู้ดีว่าพรุ่งนี้ผมจะได้เจอตัวยูโตะแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกว่าผมรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากที่ทานราเมงกันเสร็จฮิคารุคุงกับจิเนนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างที่ผมกำลังนั่งรถไฟกลับบ้าน ไดจังก็ส่งข้อความมาบอกว่าเดี๋ยวจะแวะมาหาผมที่บ้าน ผมก็ตอบตกลงไป ยังไงหมอนี่ก็มาบ้านผมบ่อยอยู่แล้ว นิสัยผม ผมจะมีนิสัยที่เข้ากับคนยากด้วยเหมือนกัน มันจะมีเส้นของความสัมพันธ์ที่ผมจะขีดขึ้นเอาไว้ในหัวเองว่า สำหรับคนนี้ความสัมพันธ์เราควรจะรู้จักกันประมาณนี้ ซึ่งสำหรับไดจังแล้วเป็นเรื่องที่ดีมากที่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามเอาใจเค้า ผมสบายใจที่อยู่กับไดจังเสมอ
พอขึ้นลิฟท์มา ห้องของผมจะอยู่เกือบๆท้ายสุด ผมมองเห็นไดจังยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“อ้าว ทำไมมาไวจังวะ?”ผมทักไดจังทันทีที่เค้าหันกลับมามอง ไดจังรีบเดินมาหาผม ผมที่เรียบแปล้บ่งบอกได้ว่าวันนี้เค้าคงไม่ได้ออกไปไหนไกลมากนัก
“เออ แป้วดิวะ ชั้นลืมไปว่าวันนี้แกมีถ่ายรายการอ่ะ ลืมสนิท เลยมาถึงที่บ้านนายก่อน กดออดเป็นชาติยังไม่มีคนเปิดสักทีเลยคิดว่าแกคงไม่อยู่บ้าน”ไดจังพูด
“ไม่ดูตารางงานให้ดีๆเอง สมน้ำหน้า”ผมตบกะโหลกไดจังไปหนึ่งทีและหัวเราะสะใจที่เห็นสีหน้าเจ็บใจของไดจัง
กดรหัสประตูเข้าห้องก่อนจะสแกนบัตรอีกทีแล้วผลักประตูเข้าไปด้านใน ไดจังเดินตามผมมาติดๆ หลังจากที่ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆแล้ว ไดจังก็ตะโกนถามมาจากตรงห้องนั่งเล่นว่ามีอะไรทานมั้ย ผมเลยหยิบข้าวที่เหลือในหม้อที่แช่เอาไว้ในตู้เย็นออกมาผัดเป็นข้าวผัดง่ายๆแล้วยกไปให้ไดจังในห้องนั่งเล่น
“อะไรวะ!? ข้าวผัดเองหรอ? อยากกินผัดกิมจิอ่ะ”ไดจังแย้ง
“จะกินมั้ย”ผมแยกเขี้ยวใส่ ไดจังรีบรับจานไปจากมือผมทันที
“เออกินๆ ล้อเล่นน่า”ไดจังหยิบช้อนที่ผมส่งให้และกินอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้สนใจว่าเค้าจะพูดว่ามันอร่อยมั้ย เพราะไดจังค่อนข้างห่วยแตกในการพยายามอธิบายถึงรสชาติของอาหารอยู่แล้ว
“ก็อร่อยดีนะ”เค้าว่า
“คราวก่อนชั้นก็ทำให้ยูโตะกิน”ผมพูด และเทน้ำชาที่แช่เย็นเอาไว้ใส่แก้วให้ไดจังดื่ม รวมถึงแก้วของผมด้วย
“ฮึ? ยูโตะมาบ้านแกเมื่อไหร่อ่ะ?”ไดจังถาม ผมชะงักเล็กน้อยเพราะพึ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยว่ายูโตะมาหาผมที่บ้านเมื่อก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากนึกถึงวันนั้นเท่าไหร่มันดูอันตรายเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังง่ายๆ แต่ดูไดจังจะสนใจมากทีเดียว
“ก็ก่อนหน้านี้สี่ห้าวันได้อ่ะ”ผมพยายามตอบด้วยน้ำเสียงปรกติและหยิบน้ำชาขึ้นมาดื่มเพื่อเลี่ยงที่จะสบสายตากับไดจังตรงๆ
“น่าสงสัยว่ะ เกิดอะไรขึ้นป่ะเนี่ย?”จู่ๆไดจังก็พูดขึ้นมาและจ้องมองผมเป๋ง ผมแทบจะกลืนน้ำชาไม่ลง น้ำชาอึกสุดท้ายที่ผมดื่มให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังพยายามกลืนดินน้ำมันลงคอไม่มีผิด
“ไม่มี...”ผมพยายามทำเสียงให้ปรกติที่สุด
“มีดิ อย่ามาโกหกน่า”ไดจังแย้งขึ้นมา ไม่ยอมปล่อยให้ผมหลุดไปจากเรื่องนี้ได้ง่ายๆ
โอ๊ยย ผมไม่ชอบเลย ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมโกหกไดจังไม่ได้ ผมโกหกไม่เก่งเลยด้วย ถ้าผมพูดออกไป ไดจังต้องพยายามเค้นถามผมให้ได้แน่ๆว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น
สมองของผมหมุนหวือเหมือนเครื่องจักรเริ่มทำงาน ผมพยายามคิดสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ แต่ก็พบว่ามันยากมากเหลือเกินถ้าอีกฝ่ายเป็นไดจัง
“โอเค ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร”ดูเหมือนไดจังจะอ่านสีหน้าของผมออก เค้ากลับไปกินข้าวผัดต่อโดยที่ไม่พูดอะไร แต่สีหน้าและแววตาดูเศร้าแล้วก็ผิดหวังที่ผมไม่ยอมเล่าให้เค้าฟัง มันก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเล่าให้ไดจังฟังหรอกนะ ผมไว้ใจเค้า แต่เหมือนสัญชาตญาณของผมมันบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ควรเล่าออกมา ผมควรจะเก็บมันเอาไว้คนเดียวก่อนจนกว่าจะแน่ใจและหาคำตอบกับความรู้สึกแปลกๆของตัวเองได้
สุดท้ายแล้ววันนี้ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ไดจังฟัง ไดจังดูหงอยลงไปทันที ผมรู้สึกผิดที่ไม่เล่าให้เค้าฟัง แต่ก็ทนไม่ไหว สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจเล่าให้ไดจังฟังไม่หมดว่ายูโตะมาดื่มที่บ้าน โดยบอกว่าเราพูดคุยเรื่องงานกันอยู่นาน ผมร้องไห้เพราะเรื่องงานนิดหน่อย ยูโตะก็ปลอบผม แต่ผมไม่ได้บอกไดจังว่าปลอบแบบไหน ผมพึ่งรู้สึกขึ้นมาได้ระหว่างที่เล่าให้ไดจังฟังว่าไม่เคยมีผู้ชายคนไหนหรือเพื่อนคนไหนของผมที่เป็นผู้ชาย เคยเช็ดน้ำตาผมตอนที่ผมร้องไห้ ตั้งแต่ผมใกล้อายุ 20 ผมตั้งปฏิญาณกับตัวเองเอาไว้ว่า ผมจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นคนในสังคมที่มีจุดยืนที่มั่นคงและจะตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า บางช่วงเวลาที่ผมอยากร้องไห้แต่ผมเก็บอารมณ์เอาไว้ พอถึงวันนึงความรู้สึกนั้นมันก็เลยระเบิดออกมา เพราะสภาพจิตใจผมแบกรับความรู้สึกนั้นเอาไว้ไม่ไหวแล้ว
ผมรีบตัดบทจบทันทีหลังจากที่เล่าว่ายูโตะอยู่ปลอบผมแล้วเมาหลับไป ผมอุ้มยูโตะเข้านอน ไดจังทำท่าจะถามต่อแต่ผมแกล้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง แต่ผมว่าเค้าคงรู้แหละว่าผมกำลังปิดอะไรบางอย่างอยู่
ยิ่งผมกลับไปคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ผมยิ่งได้รู้สึกถึงความจริงบางอย่างมากขึ้นเรื่อยๆว่า..
เมื่อยูโตะอยู่กับผม เค้าจะทำตัวไม่เหมือนกับตอนที่อยู่กับคนอื่น
ตอนหน้า ยูโตะก็มาสร้างความหวั่นไหวให้ยามะจังอีกแล้ว แต่คราวนี้มีไดจังมาร่วมวางแผนด้วย , ยามะจังจะบอกเรื่องยูโตะกับไดจังมั้ย
แล้วจะคุยเรื่องนี้กับยูโตะเมื่อไหร่
ที่ยูโตะทำไปเพราะเมาจริงๆหรือ
รอติดตามตอนต่อไปตอนที่ 7 กันน้า ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นส์เลยนะคะ เดี๋ยวจะทยอยตอบเลย ดีใจๆ 
แล้วจะรีบเอาตอนต่อไปมาลงเร็วๆนี้นะจ้า

[Fiction] ไดอารี่ของยามะจัง & ยูโตะ 2014 ตอนที่ 5
- 2014/11/27 Thu|
- [Fiction]ไดอารี่ของยามะจัง&ยูโตะ 2014
- |CM:11
- |EDIT
ผู้แต่ง : วีนัส
คู่ : นากาจิม่า ยูโตะ
ยามาดะ เรียวสุเกะ-5-
หลังจากวันนั้นผมก็แยกทำงานเดี่ยวมาตลอด ทั้งให้สัมภาษณ์นิตยสาร ถ่ายแบบเดี่ยว อัด CM สำหรับโฆษณาละครในรายการข่าวก่อนล่วงหน้า ตั้งแต่ที่เริ่มถ่ายละครเรื่องคินดะอิจิ พอเปิดกองเตรียมถ่ายก็ยิ่งหนักกว่าเก่า บทพูดในละครที่ผมได้ถือว่ายาวมากที่สุดของละครเรื่องคินดะอิจิที่เคยมีมาเลย
เกือบหนึ่งอาทิตย์กว่าๆที่ผมไม่ได้เจอเมมเบอร์คนอื่นเลยนอกจากไดจังเวลาที่ไปถ่ายทำในฉากด้วยกัน ช่วงนี้กิจวัตรประจำวันของผมก็คือ กลับบ้านมา อาบน้ำ กินข้าว ท่องบท เข้านอน แต่ส่วนใหญ่กว่าจะท่องบทเสร็จก็เกือบตีสองแล้ว ผมแทบจะไม่มีเวลานอนเลย ช่วงเวลาที่ผมนอนไม่พอ ผมมักจะเผลอหลับโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
ผมคิดว่าถ้าผมใจจดใจจ่ออยู่กับงานที่ทำ มันอาจจะช่วยทำให้ลืมเรื่องที่ผมคิดฟุ้งซ่านไปได้ และผมก็สามารถบังคับความคิดของตัวเองให้ไปในทางที่ตัวเองต้องการได้เสมอ ซึ่งผมยิ่งรู้สึกมั่นใจเลยว่าตัวเองคิดมากไปเองเพราะขนาดผมเจอหน้ายูโตะตอนที่ถ่ายแบบลงนิตยสารประจำเดือน ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คุยกันได้เหมือนปรกติ ยูโตะก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าเค้าจะไม่พูดก็ไม่แปลก
จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมิถุนายน ผมถ่ายละครคินดะอิจิไปบ้างแล้ว ละครครั้งนี้ค่อนข้างใช้เวลาถ่ายทำนานและมีนักแสดงแต่ละตอนเยอะ ช่วงนี้ผมก็ได้แสงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกเรื่องกลาสฮอปเปอร์ด้วย ซึ่งในเร็วๆนี้ผมก็ต้องเตรียมตัวไปย้อมผมเพื่อให้เข้ากับบทบาทด้วย
ผมมาถึงที่สตูดิโอก่อนหน้าที่จะเริ่มถ่ายแบบหนึ่งชั่วโมง เมมเบอร์แต่ละคนมีตารางเวลาที่จะต้องไปถ่ายแบบต่างกัน ผมได้ถ่ายหลังจากนี้อีกชั่วโมงกว่าๆ แต่ดูเหมือนคนอื่นจะออกไปข้างนอกกัน ผมรู้สึกได้เมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัวที่เป็นห้องแต่งตัวของJUMP ทุกคนแล้วเห็นแต่กระเป๋าส่วนตัววางเอาไว้อยู่
“อรุณสวัสดิ์”ผมพูดขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องและเห็นยูโตะนอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ แต่ยูโตะไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ผมคิดว่าเค้าน่าจะหลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงผมเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง เห็นไดจังบอกว่าช่วงนี้ยูโตะถ่ายละครเรื่องโปโลน้ำหนักมาก ผมว่าก็น่าจะต้องหนักอยู่แล้วนะ ไหนจะต้องเทรนด์ร่างกายอยู่ในน้ำให้ได้นานๆอีก ซึ่งผมก็นับถือในความพยายามของยูโตะ เค้าไม่เคยบ่นเรื่องงานเลย แล้วก็มีความมุ่งมั่นแล้วก็พยายามมากด้วย ถ้าเป็นผมได้แสดงเรื่องโปโลน้ำคงต้องตายแน่ๆ เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น...
ผมวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างข้างๆ และนั่งลงถัดจากยูโตะไปเล็กน้อย ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูอะไรไปเรื่อยเหมือนปรกติระหว่างที่รอสต๊าฟมาเรียกให้ไปแต่งหน้า
ก๊อกๆ..
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมหันไปมองทางประตู สต๊าฟผู้ชายคนนึงโผล่หน้าออกมา
“ขอโทษนะครับ คุณนากาจิม่า..”สต๊าฟมองไปทางยูโตะที่ฟุบหลับอยู่ ผมรีบลุกขึ้นยืน
“โอเคครับๆ”ผมตอบแทนยูโตะให้ สต๊าฟก็ก้มหัวขอบคุณแล้วปิดประตู
ผมหันไปมองยูโตะที่ยังคงฟุบหลับอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ยูโตะ..”ผมเรียกยูโตะและสะกิดที่ไหล่เบาๆ แต่เค้าก็ยังนิ่งอยู่
“ยูโตะสต๊าฟเรียกแล้วนะ”ผมเปลี่ยนจากสะกิดมาเป็นเขย่าไหล่แทน และก็ได้ผลเมื่อยูโตะเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีตกใจ เค้าหันตาแดงๆที่ผมมักจะเป็นบ่อยๆเวลาที่นอนหลับลึกๆแล้วโดนปลุกกะทันหันมองมาที่ผม
“เอ๊ะๆ?”ยูโตะดูงงๆและทำท่าจะลุกขึ้นยืน
“ขอโทษนะที่ปลุก สต๊าฟเรียกแล้วอ่ะนายรีบไปเหอะ”ผมมองยูโตะที่ยังดูมึนๆอยู่ สีหน้าเค้าดูเพลียมากเลย แล้วพอผมจับแขนเค้าด้วยความเป็นห่วง ผมก็รู้สึกได้ถึงความร้อนจากผิวหนังของอีกฝ่าย
เป็นไข้นี่.. ตัวร้อนจี๋เลย
ยูโตะรีบลุกจากที่นั่งด้วยท่าทีตื่นๆ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก บางทียูโตะอาจจะทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนก็เลยเป็นไข้ ผมมักจะเป็นบ่อยๆจนชินแล้ว บางทีเป็นไข้แล้วผมก็ชอบลืมกินยา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มึนหัวแทบแย่
ไม่นานหลังจากที่ยูโตะออกจากห้องไป ฮิคารุคุงก็เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวพร้อมกับถุงพลาสติกของร้านสะดวกซื้อแถวๆสตูดิโอ
“อ้าว ยามาดะ มาถึงนานยังน่ะ?”ฮิคารุคุงถาม
“สักพักแล้วน่ะ...”ผมตอบ ฮิคารุคุงเดินไปนั่งที่โซฟาและหยิบขนมปังครีมออกมาจากถุงพลาสติก
“เป็นอะไร ทำสีหน้าแปลกๆ”จู่ๆฮิคารุคุงก็พูดขึ้นมาระหว่างที่ผมกำลังนั่งเหม่ออยู่
“เอ๊ะ?”ผมตกใจมากที่ฮิคารุคุงพูดเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งฮิคารุคุงมักจะเป็นแบบนั้นอยู่เสมอ เค้าเป็นคนที่ชอบสังเกตคนในมุมที่ผมคิดว่าแตกต่างจากคนอื่น และยิ่งกับเมมเบอร์ด้วยกันเองแล้ว ผมว่าเค้ารู้จักทุกคนเป็นอย่างดีเลยล่ะ คงเพราะอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆก็คงจะรู้แล้ว
“มีอะไรรึเปล่า?”ฮิคารุคุงถามเหมือนพูดเรื่องสบายๆ เค้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดด้วยท่าทีที่เหมือนกับบอกผมอ้อมๆว่า ถ้าตอนนี้ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะ
“ยูโตะน่ะ”ผมตัดสินใจพูดขึ้น ฮิคารุคุงเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มองมาที่ผม
“ทำไมหรอ?”เค้าถาม
“เป็นไข้ ตัวร้อนจี๋เลย ตอนที่มาถึงชั้นก็เห็นนอนอยู่ก็เลยไม่กล้าปลุก แต่เมื่อกี้นี้สต๊าฟมาเรียกพอดีก็เลยปลุกไป ไม่รู้จะทำงานไหวมั้ย เห็นบอกว่ามีถ่ายละครต่อตอนเย็นด้วย ฮิคารุคุงมียามั้ย?”ผมถามฮิคารุคุง ในใจผมรู้สึกกระวนกระวายจริงๆ ยูโตะไม่ค่อยป่วยง่ายแบบผม แต่คนจริงจังแบบยูโตะถึงให้ป่วยมากยังไงก็ยังมีสปิริตที่จะทำงานสูง ซึ่งผมเองก็เป็นเหมือนกันผมเลยเข้าใจดีว่าบางทีมันก็น่ารำคาญเหมือนกันถ้ามีใครมาจุกจิกให้ทานยา หรือคอยเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเรามากจนเกินไป แต่ผมว่าถ้าเป็นฮิคารุคุงแล้วคงไม่เป็นไร เค้าเป็นคนที่พกยาอยู่เสมอ แล้วเวลาจะบอกให้เมมเบอร์ที่ดูมีท่าทีที่ไม่ดีกินยา เค้าก็มีวิธีในแบบของเค้าด้วย
“มีๆ เดี๋ยวกลับมาจะเอาให้แล้วกันนะ”คำตอบของฮิคารุคุงทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมา
หลังจากนั้นผมก็ถึงคิวถ่ายแบบของผม ผมถ่ายแบบในส่วนของตัวเองจนเสร็จ พอกลับมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อรอเซตฉากถ่ายรวมทุกคน เมมเบอร์ทุกคนก็มาอยู่ในห้องกันหมดแล้ว ทุกคนผลัดเปลี่ยนกันไปถ่ายตามสตูดิโอที่แยกย่อยกันออกไป ผมเข้ามาในห้องทันจังหวะที่ฮิคารุคุงยื่นยาให้ยูโตะพอดี ยูโตะกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจกบานใหญ่ เอามือจับหน้าผาก
“เอ้านี่”ฮิคารุคุงยื่นแผงยาให้ยูโตะ และนั่งลงข้างๆ
“ยาแก้ไข้หรอ?”ยูโตะถามฮิคารุคุง
“อื้อ”ฮิคารุคุงตอบและเปิดนิตยสารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่นั่นคือความเป็นห่วงเป็นใยของฮิคารุคุงที่เมมเบอร์ในวงรู้ดี ฮิคารุคุงค่อนข้างขี้อายในการที่จะแสดงความรู้สึกจริงๆของตัวเองออกมาเป็นคำพูด เค้าเลยมักจะแสดงออกมาทางการกระทำมากกว่า
“ขอบใจนะ”ยูโตะยิ้มแล้วกินยาและตบน้ำตาม
หลังจากถ่ายแบบเสร็จผมก็เข้ากองถ่ายละครต่อ บทที่ผมได้รับเยอะและยาวมาก ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองมีความจำดี ถึงเรื่องความจำที่ดีในด้านนี้จะเอาไปใช้ในเรื่องการเรียนไม่ได้ก็ตามเถอะนะ
เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ช่วงที่ต้องเล่นละครเวทีสุดโหดตลอดสามเดือนเต็ม ผมยอมรับว่าทั้งกดดัน ทรมาน มันเป็นอารมณ์หลากหลายอย่างที่ผมคิดว่าตัวเองเริ่มจะแบกรับมันไม่ไหวแล้ว แล้วในช่วงเวลานั้นผมก็มีแสดงละครเข้ามาอีก แถมยังมีเรื่องโซโล่เดี่ยวของผมที่เป็นเรื่องไม่คาดฝันอีก ผมไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี จั้มพ์ทุกคนดูเหนื่อยกับละครเวที แต่ทุกคนก็ดูดีใจที่ผมจะได้แสดงละครคินดะอิจิที่เป็นละครที่สร้างจากการ์ตูนที่มีชื่อเสียง และเพลงของจั้มพ์ก็จะได้เป็นเพลงประกอบละครซึ่งจะทำให้ทุกๆคนที่ติดตามละคร หรือเป็นแฟนการ์ตูนได้รู้จักจั้มพ์ทางอ้อมไปด้วย
แต่ปรากฏว่าตอนนั้นกลายเป็นเพลงโซโล่เดี่ยวของผมแทน ไม่รู้ทำไมนะ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่รู้จะพูดเรื่องนี้กับใครดี ผมจะเชื่อใจใครดี ผมรู้สึกว่าตัวเองหมดหนทางจนจะลาออกจากค่าย โชคดีที่ตอนนั้นเมมเบอร์เข้าใจและเป็นกำลังใจให้ผมผมถึงผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเข้าไปใหญ่ว่าการที่ผมมาอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะเมมเบอร์ที่คอยผลักดันและเป็นกำลังใจให้ผมอยู่เสมอด้วย
ผมมีนิสัยที่เกลียดการพ่ายแพ้ก็จริง ผมรู้สึกขอบคุณนิสัยนั้นของตัวเองมาตลอดเพราะมันทำให้ผมรู้สึกมีความพยายามไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งที่บางเรื่องมันไม่เป็นไปตามที่ผมต้องการ ไม่เป็นไปตามที่ผมอยากให้เป็น มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัด กดดันที่ตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้ ความรู้สึกแบบนี้มักจะเก็บอยู่ในตัวผม เก็บมาเรื่อยๆจนถึงวันที่ตัวเองทนไม่ไหว ผมก็จะเริ่มร้องไห้ออกมาเพราะเจ็บใจตัวเอง
วันนี้เองก็เช่นกัน...
วันนี้มีฉากที่ผมมั่นใจว่าตัวเองน่าจะทำได้ แต่ผมกลับทำได้ไม่ดี ผู้กำกับไม่ได้ว่าอะไรและบอกว่าเราจะตัดไปถ่ายทำฉากอื่นกันก่อน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมยอมไม่ได้ ผมรู้สึกเสียใจที่ตัวเองทำไม่ได้
ผมปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลไปเรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่ผมเป็นแบบนี้ ผมจะรู้สึกดีขึ้น
ติ๊งหน่อง..
จู่ๆเสียงออดก็ดังขึ้น ผมสะดุ้งและมองไปทางประตู ก่อนจะค่อยๆเดินไปดูจอมอนิเตอร์ว่าเป็นใครถึงได้มาหาผมดึกดื่นแบบนี้ และจอมอนิเตอร์ก็ฉายให้เห็นยูโตะกำลังยืนอยู่หน้าประตู
“เอ๊ะ?”ผมตกใจมากที่จู่ๆยูโตะก็มาหาโดยไม่ติดต่อบอกมาก่อน
ผมรีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกให้หมด แล้วค่อยเดินไปเปิดประตูห้อง ระหว่างนั้นยูโตะก็ไม่ได้กดออดเร่งให้ผมไปเปิดเลย ซึ่งถ้าเป็นเคย์โตะคงกดหลายรอบไปแล้ว
“ทำไมมาไม่บอกก่อน”ผมพูดด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงๆ แต่ก็ดีใจที่เค้ามาหาผม เพราะตอนนี้ผมก็รู้สึกแย่อยู่พอสมควร ถ้าได้เจอใครหรือได้พูดอะไรกับคนที่สนิทก็คงจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
“ขอโทษนะ สะดวกรึเปล่า?”ยูโตะพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกๆ เข้ามาสิ”ผมเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อให้ยูโตะเข้ามาข้างใน และหยิบรองเท้าสำหรับใส่ในบ้านวางตรงพื้นเพื่อให้เค้าใส่ด้วย
ตอนนี้เกือบห้าทุ่มแล้ว ผมพึ่งกลับมาจากกองถ่ายก็เลยไม่ได้ทำอาหารเก็บเอาไว้เลย ผมมองไปทางยูโตะที่กำลังวางกระเป๋าบนโซฟาในห้องนั่งเล่น
“กินอะไรมาแล้วรึยัง?”ผมถาม
“ยังเลย ยามะจังทำให้กินหน่อยสิ”พูดอย่างง่ายดายและหันมายิ้มให้
“ก็ได้ รอหน่อยนะ”ผมหยิบน้ำชาจากในตู้เย็นไปให้ยูโตะในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเปิดทีวีให้ ตั้งแต่ที่ผมกับยูโตะปรับความเข้าใจกันในช่วงปลายปีที่แล้ว ผมกับยูโตะก็ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยมากขึ้น และยูโตะก็มักจะมาหาผมที่บ้านอยู่บ่อยๆด้วย ซึ่งครั้งนี้ก็มาแปลกเพราะเค้าไม่ได้ส่งข้อความหรือโทรมาบอกก่อนว่าจะมา ถ้าเป็นก่อนหน้านี้จะมาทีไรจะบอกก่อนเป็นประจำ
ผมหยิบเนื้อจากในตู้เย็นมาผัดแล้วใส่ข้าวผัดลงไปทำเป็นข้าวผัดไก่แบบง่ายๆ แต่รสชาติดี เพราะเป็นเมนูที่ผมมักจะทำบ่อยๆเวลาที่รีบๆผมตักข้าวใส่จานและหยิบหม้อขนาดเล็กมาต้มน้ำซุปมิโสะแบบง่ายๆ ไม่ถึงสิบนาทีผมก็ยกข้าวผัดและซุปมิโสะร้อนๆไปเสิร์ฟให้ยูโตะถึงในห้องนั่งเล่น
“โหวว น่ากินมากก”ยูโตะทำตาลุกวาว
“อยู่แล้ว”ผมทำหน้ามั่นใจและถอดผ้ากันเปื้อนแขวนบนตะขอข้างกำแพง
“ทานล่ะนะคร้าบบ”ยูโตะพนมมือก่อนจะลงมือทาน
“ว่าแต่ ทำไมจู่ๆถึงมาหาที่บ้านล่ะ?”ผมถาม ยูโตะที่ใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปากจนแก้มบวมทำหน้าเคลิบเคลิ้มไม่ได้ตอบผม
“นี่ ถามอยู่นะ”ผมตีขายูโตะเบาๆ
“อร่อยมากอ่ะยามะจัง คิดถูกและที่ไม่ได้แวะร้านข้างทางก่อนจะมาหายามะจัง ไดจังบอกอาหารฝีมือยามะจังอร่อยมาก แล้วก็อร่อยจริงๆ”ยูโตะยิ้ม“แล้วโอเคแล้วหรอ?”ผมถามเรื่องที่ยูโตะเป็นไข้ขึ้นมาหลังจากที่ยูโตะไม่ตอบคำถามผมเมื่อกี้
“โอเคแล้ว? อะไรหรอ?”เค้าหยิบถ้วยน้ำซุปขึ้นมาซดแล้วกินข้าวตามเข้าไปอีก“ห๊ะ? ชั้นมีนะเว้ยตอนเย็น ดื่มไม่ได้หรอกนะ”ผมรีบปฏิเสธ ยูโตะทำหน้ามุ่ยทันที
“นิดหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย วันนี้ชั้นนอนค้างบ้านยามะจังได้มั้ย?”ยูโตะยิ้มเผล่วีนัส : เย้! คิดว่าหลายๆคนคงจะเคยอ่านทรานซ์ที่ยูโตะกับยามะจังพูดเรื่องที่ยามะจังอุ้มยูโตะเข้านอนกันนะคะ ก็เลยเอามาแต่งด้วยซะเลย พลาดไม่ได้
เอาล่ะทีนี้เจ้ายูตี้ นากาจิมี่สร้างความปั่นป่วนและสับสนต่อความรู้สึกของยามะจังติดๆกันซะแล้ว ยามะจังจะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ยูโตะจะรู้ตัวมั้ยว่าตัวเองทำอะไรลงไป
ยามะจังจะพูดเรื่องนี้ตรงๆกับยูโตะเมื่อไหร่
เช้าวันรุ่งขึ้นยูโตะกับยามะจังจะเป็นยังไง
แล้วเจอกันในตอนที่ 6 นะจ้าา ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นส์มากเลยน้าา ดีใจมากเลย 





